ญาติร้อง ‘สปสช.-สพฉ.’ ตรวจสอบ รพ.เอกชนเก็บเงินกว่า 7 แสนไร้แจ้งสิทธิรักษาฟรี

21.02.18 | 15:49 น.

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในโลกโซเซียลมีการแชร์ข้อความของ “พ.ต.อ.รศ.พณาเจือเพ็ชร์ กฤษณะราช”  อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัด (ส.จ.) ระยอง กรณีเกิดปัญหาผู้ป่วยรายหนึ่งถูกญาติส่งเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งแบบปัจจุบันทันด่วน และแพทย์วินิจฉัยว่าต้องผ่าตัดด่วนซึ่งมีค่าใช้จ่ายหลายแสนบาท ต่อมาญาติผู้ป่วยใช้สิทธิว่าเข้าข่ายผู้ป่วยฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาเพื่อช่วยชีวิตหรือไม่ แต่ในที่สุดผู้ป่วยรายดังกล่าวกลับต้องจ่ายเงินเอง ทั้งๆ ที่ผลการผ่าตัดล้มเหลว จนต้องส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลอื่นแทน โดยมีคำถามว่า เพราะเหตุใดถึงไม่ใช่ฉุกเฉินวิกฤต และเพราะสาเหตุใดที่ทางรพ.เอกชนจึงไม่แจ้งเรื่องสิทธิให้ญาติทราบ หากกรณีนี้ไม่วิกฤตจริงก็ต้องสามารถแจ้ง เพื่อส่งต่อและไม่เกิดปัญหาค่าใช้จ่าย 7-8 แสนบาท ที่สำคัญกรณีที่เกิดขึ้นไม่มีการแจ้งเข้าระบบของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) ทั้งๆที่ผู้ป่วยมีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือสิทธิบัตรทอง

ทั้งนี้ ข้อความที่ทางอดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดระยอง ระบุ และมีการแชร์กันในโซเชียลฯ กล่าวโดยสรุป คือ  กรณีป้าอ้อย   พี่สาวของภรรยา  เส้นโลหิตในสมองแตกเฉียบพลัน เหตุเกิดที่บ้านเสนา กทม. เมื่อ 4 วันที่ผ่านมานั้น อาการเบื้องต้นของป้าอ้อย คือปวดศีรษะอย่างรุนแรง อาเจียนติดๆ กันหลายๆครั้ง ญาติได้นำส่ง รพ.เอกชนใกล้บ้าน แพทย์เจ้าของไข้แจ้งญาติว่า ป้าอ้อยเส้นโลหิตในสมองแตกเฉียบพลัน มีเลือดออกในสมอง ต้องเจาะหัวดูดน้ำและเลือดออก และแนะนำให้ผ่าตัดด่วนในวันนั้นเลยโดยวิธี cliping ทาง รพ.เรียกเก็บค่ารักษาในชั้นแรก 600,000 บาท …ให้จ่ายเลย  หลังจากการผ่าตัด แพทย์ผู้ทำการผ่าตัดแจ้งว่า ผ่าตัดแล้วมองไม่เห็นเส้นเลือด (การผ่าตัดล้มเหลว) ทาง รพ.ทำอะไรไม่ได้แล้ว (หมายความว่าปล่อยให้ตายอยู่ตรงนั้น) และเรียกค่ารักษาเพิ่มอีก 170,000 บาท  รวมจ่ายไปทั้งหมด 770,000 บาท

“ต่อมาทางญาติได้ประสาน รพ.ศิริราช  และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
ย้ายป้าอ้อยไปรักษาที่นั่น คณะแพทย์ รพ.ศิริราช ได้ทำการผ่าตัดป้าอ้อยทันทีที่ไปถึง รพ.  ขณะนี้ป้าอ้อยยังอยู่ใน ICU แต่อาการดีขึ้นมาก รู้สึกตัว โต้ตอบได้ พ้นขีดอันตรายแล้ว กำลังจะย้ายออกจากห้อง ICU ไปพักรักษาตัวห้องผู้ป่วยทั่วไป สถานะป้าอ้อยเป็นผู้ใช้สิทธิบัตรทอง (๓๐บาทรักษาทุกโรค) ที่รพ.มงกุฎวัฒนะ ตามภูมิลำเนา สิ่งที่สงสัยคือ  ทำไม รพ.เอกชนไม่แจ้งการรักษาป้าอ้อยต่อ สปสช.แต่แรก   เมื่อญาติทวงถามสิทธิ ทำไม รพ.เอกชนโดยแพทย์เจ้าของไข้แจ้งไปยัง สปสช.ว่าอาการป่วยป้าอ้อยไม่เข้าเกณฑ์ฉุกเฉินวิกฤตสีแดง ทั้งๆ ที่วันก่อนหน้าที่จะแจ้ง สปสช.แพทย์คนเดียวกันนั้นได้อธิบายกับญาติผู้ป่วยว่าอาการป้าอ้อยวิกฤตเป็นตายเท่ากันต้องเจาะหัวเอาน้ำและเลือดในสมองออก ต้องผ่าตัดด่วน และสรุปแล้ว อาการป่วยป้าอ้อยเข้าเกณฑ์ฉุกเฉินวิกฤตสีแดงตามที่ทางราชการกำหนดหรือไม่ เพราะถ้าเข้าข่ายจะเข้าโครงการและไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย”

ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า ผู้ป่วยหญิงมีอายุ 60 ปี มีสิทธิบัตรทองที่รพ.เอกชนแห่งหนึ่งในกทม. โดยมีอาการเข้ารพ.เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ เวลา 24.00 น. แต่ไม่ได้เข้ารพ.ตามสิทธิ โดยมีอาการอาเจียน และปวดศีรษะมาก ปวดคอ ไม่มีแรง และวันที่ 12 กุมภาพันธ์ เวลา 01.00น. ญาติได้นำส่งที่แผนกฉุกเฉิน รพ.เอกชนที่เป็นข้อร้องเรียนกัน โดยแรกเข้าญาติแจ้งใช้สิทธิจ่ายเงินเอง โดยทางญาติแจ้งว่า ทางรพ.ไม่ได้แนะนำอะไรว่า มีสิทธิตามโครงการฉุกเฉิน แต่มีการรักษาโดยพบเส้นเลือดใหญ่ในสมองแตกและมีเส้นเลือดโป่งพอง ซึ่งผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดเจาะกะโหลกศีรษะ  ซึ่งต่อมาแพทย์ได้แจ้งแผนการรักษาว่าต้องผ่าตัดใส่ขดลวด    โดยค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ญาติจ่ายไปเกือบ 8 แสนบาท   จึงแจ้งสปสช.ให้ช่วยประสานรพ.ศิริราชในการรับรักษาต่อ

“จริงๆ เคสนี้หากเข้าข่ายเป็นผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตสีแดง จะเข้าเกณฑ์ โครงการเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่ หรือ ยูเซป (UCEP) ทันทีโดยไม่ต้องเสียค่ารักษาพยาบาล แต่ทางรพ.เอกชนก็แจ้งว่า ได้มีการประเมินอาการและคัดกรองผ่านโปรแกรมของสถานบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) แล้ว ซึ่งไม่พบว่าเข้าเกณฑ์ฉุกเฉินสีแดงต้องรักษาฟรีใน72 ชั่วโมง  อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้หากเข้าเกณฑ์ตามโครงการยูเซป ทางรพ.จะต้องแจ้งมายังสปสช.และทางเราจะส่งเงินไปยังรพ.เอกชนให้ภายใน 30 วัน เพราะผู้ป่วยเป็นสิทธิบัตรทองที่เราต้องดูแล แต่เมื่อเกิดกรณีนี้ขึ้นก็ต้องรอการตรวจสอบว่า สรุปเคสนี้อยู่ในเกณฑ์หรือไม่ และหากอยู่จริง และทางรพ.เอกชนไม่แจ้งเข้าระบบก็จะมีความผิด ซึ่งต้องตรวจสอบต่อไป” ทพ.อรรถพร กล่าว

Advertisement

ร.อ.นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวว่า ยังไม่ทราบรายละเอียด ขอตรวจสอบข้อมูลก่อน และพูดอะไรตอนนี้ไม่ได้ แต่ในทางปฏิบัติมีแบบฟอร์มการประเมินที่ รพ.ต้องออนไลน์ให้ สพฉ.กันอยู่แล้ว ถ้าเข้าข่ายก็ต้องจ่าย เพราะมีเงินกองทุนดูแล แต่กรณีนี้ขอตรวจสอบรายละเอียดก่อน ซึ่งขณะนี้ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคำนิยามการเจ็บป่วยฉุกเฉินที่มีภาวะวิกฤตและต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาลที่ใกล้ทันที ข้อมูลจาก สพฉ. ระบุให้สังเกตได้จาก 6 อาการ ดังนี้ 1. หัวใจหยุดเต้น ไม่หายใจ ไม่ตอบสนองต่อการเรียกหรือกระตุ้น จำเป็นต้องได้รับการกู้ชีพทันที 2. การรับรู้ สติเปลี่ยนไป บอกเวลา สถานที่ คนที่คุ้นเคยผิดอย่างเฉียบพลัน 3. ระบบหายใจมีอาการ ดังนี้ ไม่สามารถหายใจได้ปกติ หายใจเร็ว แรง และลึก หายใจมีเสียงดังผิดปกติ พูดได้แค่สั้นๆ หรือร้องไม่ออก ออกเสียงไม่ได้ สำลักอุดทางเดินหายใจกับมีอาการเขียวคล้ำ 4. ระบบไหลเวียนเลือดวิกฤตอย่างน้อย 2 ข้อ คือ ตัวเย็นและซีด เหงื่อแตกจนท่วมตัว หมดสติชั่ววูบ หรือวูบเมื่อลุกยืนขึ้น 5. อวัยวะฉีกขาด เสียเลือดมาก เสี่ยงต่อการพิการ และ 6.อาการอื่นๆ ที่มีภาวะเสี่ยงต่อชีวิตสูง เช่น เจ็บหน้าอกรุนแรง แขนขาอ่อนแรงทันทีทันใด ชักเกร็ง เป็นต้น