แม่ประนอมร่ำไห้! เปิดใจฮุบมรดก5พันล้าน วอนลูกสาวคนโตคืนสมบัติส่วนของแม่

27.03.16 | 11:37 น.

@ ‘แม่ประนอม’แจงปมฟ้องลูก

จากกรณีนางประนอม แดงสุภา ผู้ก่อตั้งธุรกิจน้ำพริกเผาแม่ประนอม ในนามบริษัท พิบูลย์ชัยน้ำพริกเผาไทยแม่ประนอม จำกัด เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า นางศิริพร แดงสุภา บุตรสาวคนโต ได้ฮุบกิจการ โดยปลอมหนังสือมอบอำนาจและมีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น จากนั้นได้ขับไล่นางประนอมออกจากบ้าน โดยได้ยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อให้คืนทรัพย์สิน

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 26 มีนาคม นางประนอม แดงสุภา ผู้ก่อตั้งธุรกิจน้ำพริกเผาตราแม่ประนอม บริษัท พิบูลย์ชัยน้ำพริกเผาไทยแม่ประนอม จำกัด เปิดเผยในการแถลงข่าวที่ร้านพีเอส เรสเตอร์รอง พุทธมณฑลสาย 3 ว่าหลังจาก สามี (นายศิริชัย แดงสุภา) เสียชีวิต ลูกสาวคนโตคือนางศิริพร แดงสุภา ได้แต่งตั้งตัวเองเป็นผู้จัดการและมีสิทธิในมรดกของนายศิริชัยทั้งหมด อาทิ บ้านและที่ดิน โดยยอมรับว่าปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งมาจากการที่ไม่ได้อ่านรายละเอียดในเอกสาร เพราะส่วนตัวเป็นคนไม่ค่อยรู้หนังสือ ประกอบกับที่ผ่านมาไว้ใจลูกสาวคนโตให้บริหารกิจการมาโดยตลอด ซึ่งที่ผ่านมาลูกสาวคนโตกับลูกเขยมักนำเอกสารมาให้ลงชื่อตลอด ไม่เว้นแม้กระทั่งตอนที่ไปบวชนุ่งขาวห่มขาวอยู่ที่วัด แต่ทุกครั้งด้วยความไว้ใจและความเชื่อในความจริงใจก็มักจะลงนามไปโดยที่ไม่อ่านรายละเอียดให้ดีก่อน จนภายหลังถึงรู้ว่าที่ลงชื่อไปคือเอกสารที่ระบุว่าตนจะไม่รับมรดกใดๆ ทั้งสิ้นจากนายศิริชัย สุดท้ายจึงต้องไปยื่นเรื่องขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีช่วย เพราะได้ยินมาว่าเป็นคนที่มีความยุติธรรม

@ ถามทำไมทำกับแม่แบบนี้

“ความลำบากของแม่ประนอมมีมากมายหัวอกคนเป็นแม่ ทำไมทำกับแม่แบบนี้ เขา(นางศิริพร แดงสุภา) ทำกับแม่เกินไป ที่แม่ทำมาทั้งหมดก็ทำให้ลูกๆ อยู่แล้ว ซึ่งแม่ก็รู้ตัวดีว่าเขาทำงานมาเยอะก็ควรจะได้ไปเยอะที่สุด แต่ทำแบบนี้มันไม่ยุติธรรม ถามว่าสมบัติ แม่ประนอมจะอยากได้เอาไปทำไม ก็เพราะว่าแม่ยังไม่ตาย และลูกคนเล็กก็พิการจึงต้องใช้เงินในการเลี้ยงดู” นางประนอมกล่าว

Advertisement

นางประนอมกล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวที่ลูกสาวคนโตไล่ออกจากบ้านนั้นว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ที่ออกจากบ้านเป็นการตัดสินใจออกมาเอง เพราะตลอดช่วงระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา รู้สึกกดดัน อึดอัด และทนรับพฤติกรรมของคนในบ้านไม่ไหว จากกรณีที่มีการปลอมแปลงเอกสาร อีกทั้งลูกสาวคนโตมักมีปัญหาขัดแย้งกับหลานหลายครั้ง จึงขอเลือกที่จะออกจากบ้านมาเอง ส่วนคดีความที่ได้ยื่นฟ้องบุตรสาวคนโตและพวก ในคดีปลอมแปลงเอกสารเกี่ยวกับที่ดินและมรดก ที่ศาลจังหวัดนครปฐม ศาลได้รับฟ้องคดีดังกล่าวไปแล้ว หากลูกสาวยอมรับผิด กลับมาขอโทษ และโอนทรัพย์สินคืนให้ ส่วนตัวในฐานะคนเป็นแม่ก็พร้อมจะให้อภัย และจะยกเลิกการฟ้องคดีทั้งหมด

@ ร้องไห้ตลอดการแถลงข่าว

น.ส.ศิริวัลย์ แดงสุภา ลูกสาวคนรองของนางประนอม กล่าวว่า ปมความขัดแย้งของคุณแม่กับพี่สาวเริ่มมีมาตั้งแต่ปี 2557 ภายหลังคุณพ่อเสียชีวิต แต่ที่ผ่านมาไม่ได้เข้าไปยุ่งมากนักเพราะเห็นเป็นความขัดแย้งในส่วนของแม่และพี่สาว ส่วนคดีความก็ขอให้เป็นไปตามคำตัดสินของศาล ส่วนตัวยอมรับว่าได้ผลกระทบเช่นกันจากการที่มีหุ้นหายไปจำนวน 350 หุ้น โดยพบว่าหายไปในปี 2557 ภายหลังคุณแม่ออกมาดำเนินคดีกับพี่สาว เรื่องคดีมรดก ที่ศาลแขวงตลิ่งชัน อีกทั้งพอสืบค้นย้อนไป ก็พบว่าหุ้นได้ถูกโอนไปอยู่กับพี่สาวตั้งแต่ปี 2552 ทั้งที่ไม่เคยมีการลงนามโอนหุ้นให้แต่อย่างใด

“ส่วนตัวเกิดติดใจที่หุ้นหายไป จึงเคยถามพี่สาวในเรื่องนี้ในที่ประชุม แต่เขาอ้างว่าทำไปตามคำสั่งคุณพ่อที่ให้ย้ายหุ้น แม้จะยังติดใจแต่ก็ไม่ได้โต้แย้ง และไม่มีสิทธิโต้แย้ง เพราะเราเองก็อยู่อันเดอร์ (ใต้) พี่สาว” น.ส.ศิริวัลย์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างแถลงข่าว นางประนอมได้แถลงทั้งน้ำตาแทบจะตลอดการแถลงข่าว ประกอบกับความเครียดและปัญหาด้านสุขภาพ ส่งผลให้นางประนอมแถลงข่าวกับสื่อมวลชนได้เพียงช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น และขอตัวออกจากสถานที่แถลงข่าวเพื่อไปพักรักษาอาการป่วย

@ บุตรสาวเงียบไม่ขอตอบโต้

นายทวิชา หวังโภคา ที่ปรึกษากฎหมายนางศิริพร แดงสุภา บุตรสาวคนโตของนางประนอม กล่าวว่านางศิริพาจะไม่มีการแถลงข่าวเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด และจะยังไม่มีการชี้แจงใดๆ ในขณะนี้ ขอรอเวลาอีกระยะจนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสมถึงจะออกมาชี้แจง เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นคดีความมีการฟ้องร้องกันมาระยะเวลากว่า 1 ปีแล้ว คดีอยู่ระหว่างกระบวนการของศาล จึงไม่อยากไปก้าวล่วงอำนาจของศาล เพราะอาจจะมีผลกระทบต่อทั้งสองฝ่ายได้ ทั้งนี้กรณีนางประนอม โจทก์ยื่นฟ้องนางศิริพร พร้อมสามี และทนายความอีกหนึ่งคน เป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดนครปฐม ฐานร่วมกันปลอมแปลงเอกสารเกี่ยวกับที่ดิน ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องศาลจังหวัดนครปฐม ยกฟ้องเฉพาะสามีของนางศิริพร และรับฟ้องเฉพาะในส่วนของนางศิริพร และทนายความ คดีอยู่ในขั้นตอนการนัดสืบพยานโจทก์

@ ศาลนัดไต่สวนยื่นร้องใหม่เม.ย.

นางประนอมยังได้ยื่นฟ้องนางศิริพรเป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดตลิ่งชัน เรื่องเรียกคืนทรัพย์มรดก ศาลได้ไกล่เกลี่ยทั้ง 2 ฝ่ายแล้วแต่ไม่สามารถตกลงกันได้ จากนั้นนางประนอมให้ผู้ใหญ่ที่นับถือร่วมพูดคุยเจรจากับนางศิริพร จนได้ข้อยุติ นางประนอมจึงให้ทนายความผู้รับมอบอำนาจ ดำเนินการถอนฟ้องทั้ง 2 คดี ต่อทั้ง 2 ศาลไปแล้ว ตั้งแต่เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คดีถือเป็นที่ยุติ แต่ต่อมานางประนอมกลับยื่นคำร้องใหม่ต่อทั้ง 2 ศาลทำนองว่า สาเหตุที่ถอนฟ้องไม่ได้เกิดจากเจตนาที่แท้จริงเช่นนั้น ศาลจังหวัดนครปฐมจึงนัดไต่สวนนางประนอม กรณียื่นคำร้องใหม่ วันที่ 4 เมษายนนี้ ส่วนศาลจังหวัตลิ่งชัน นัดไต่สวนนางประนอมวันที่ 11 เมษายน โดยนางประนอมต้องเดินทางไปศาลเพื่อไต่สวนด้วย ขณะที่นางศิริพร บุตรสาวนางประนอม เบื้องต้นไม่ขอโต้ตอบหรือให้ข้อมูลใดๆ

@ ยธ.ชี้มีคดีฟ้องร้องเพียบ

นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) กล่าวถึงกรณีนางประนอมเข้าร้องขอความเป็นธรรม โดยกล่าวอ้างว่าถูกปลอมแปลงเอกสารและโอนที่ดินกองมรดกไปเป็นของลูกสาวว่า กรณีข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในสังคมมีหลายเหตุการณ์ อีกทั้ง ยธ.ได้รับเรื่องร้องเรียนลักษณะนี้จำนวนมาก ติดอันดับต้นของปัญหา เช่น เรื่องที่ดินจากมรดก เป็นคดีแพ่งควบคู่กับคดีอาญา เป็นเรื่องของการปลอมแปลงเอกสาร ฉ้อโกง จะเกิดขึ้นในครอบครัวที่มีทรัพย์สินที่ดิน หรือเรียกว่ามีฐานะปานกลางถึงร่ำรวย มีญาติพี่น้องหลายคนเกิดปัญหาระหว่างกัน

“ปัญหาที่เกิดขึ้น คือบุคคลในช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสำคัญมากนักกับการลงนามลายมือชื่อในเอกสาร ว่าเนื้อหาโดยรวมเป็นอย่างไร อีกทั้งสังคมไทยไว้วางใจคนในครอบครัวเดียวกัน ไม่คิดว่าญาติพี่น้องจะมีปัญหาฟ้องร้องกัน แต่ด้วยสภาพสถานะทางสังคม มูลค่าของทรัพย์มีมากขึ้น ความต้องการอยากได้มาครอบครองเพิ่มสูงขึ้น จึงเป็นเหตุให้กลายเป็นเรื่องฟ้องร้องและเกิดข้อพิพาทมากขึ้น ดังนั้น สิ่งที่ ยธ.ทำได้คือปรึกษาแนะนำ ความรู้ ความเข้าใจการจัดการมรดก การทำพินัยกรรมของครอบครัวให้ชัดเจน ตามข้อกฎหมายที่ใช้เป็นหลักสากล ควรบอกให้ชัดว่าให้ใคร นอกจากนี้ ควรมีข้อตกลงร่วมกันของทายาทว่ามอบให้ใครเป็นผู้ร้องศาลเป็นผู้จัดการมรดก ในทางปฏิบัติ สถาบันการเงินหรือหน่วยงานในการทำธุรกรรม ต้องการคำสั่งศาลที่ชัดเจนว่าใครเป็นผู้จัดการมรดก แม้จะมีระบุในพินัยกรรมก็ตาม” ปลัด ยธ.กล่าว

@ แนะดูเนื้อหาพินัยกรรมมรดก

นายชาญเชาวน์กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีของนางประนอม คงยังไม่สามารถให้ความเห็นในเรื่องนี้ได้ เพราะไม่ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด เท่าที่ติดตามข่าวสารนั้น ยังทราบข้อมูลไม่ละเอียด จึงยังไม่ชัดเจน แต่เป็นกรณีเรื่องการจัดการมรดก อีกทั้งนางประนอมยังมีการกล่าวอ้างว่าถูกหลอกให้เซ็นเอกสารโอนที่ดิน มรดกและหุ้น ให้กับลูกสาวคนโต รวมถึงมีการปลอมลายเซ็น หรือความจริงอาจจะมีการเซ็นจริงแต่เป็นการเข้าใจผิด อย่างไรก็ตาม ทางกฎหมายสามารถพิสูจน์ทราบได้ ทั้งนี้ คงต้องรอฟังข้อมูลของลูกสาวคนโตที่นางประนอมกล่าวหาว่าโกงกิจการว่าจะมีข้อมูลอย่างไรบ้าง ในข้อกฎหมายต้องพิสูจน์ว่าใครเป็นผู้ขอจัดการมรดกบ้าง และอำนาจหน้าที่ในการจัดการมรดกเป็นอย่างไร หากมีพินัยกรรมต้องดูว่าเนื้อหาในพินัยกรรมเป็นอย่างไร แต่ถ้าไม่มีต้องดูว่าใครเป็นผู้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก และศาลสั่งให้ใครเป็นผู้จัดการมรดก

“เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นในครอบครัวของนางประนอม มีกลุ่มลูกๆ 2 กลุ่ม ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นต้องมาจากความขัดแย้ง และมีปัญหาระหว่างกลุ่มคนทั้งสองกลุ่ม แต่ปัญหาลึกๆ หรือข้อเท็จจริงทั้งหมดไม่มีใครทราบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากสาเหตุใด แต่ที่กลายเป็นประเด็นให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ หรือดราม่าในสังคม เพราะผลิตภัณฑ์ของนางประนอมเป็นที่รู้จักแพร่หลาย รวมทั้งเป็นประเด็นอ่อนไหว แต่ต้องยอมรับว่าไม่ว่าข้อเท็จจริงเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร ลูกสาวคนโตของนางประนอม กำลังถูกสังคมมองในแง่ร้ายไปแล้ว” ปลัด ยธ.กล่าว

@ โฆษกศาลแจงใช้เงินแทรกแซง

นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวถึงกรณีนางประนอมยื่นหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมที่ศูนย์บริการประชาชน ระบุว่าถูกบุตรสาวคนโตฮุบกิจการ และในเอกสารการยื่นร้องเรียนระบุว่าใช้เงินและบุคคลเข้าแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในศาลว่า กรณีที่มีการใช้ดุลพินิจพิจารณาพยานหลักฐานในสำนวนนั้น ทางสำนักงานศาลยุติธรรมไม่อาจก้าวล่วงได้ แต่กรณีที่มีการกล่าวหาว่าศาลมีพฤติการณ์ที่เป็นไปในทางมิชอบหรือเรียกรับผลประโยชน์ต่างๆ สามารถร้องเรียนมาที่สำนักคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (กต.) ได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่นำเรื่องการกล่าวหาดังกล่าวไปร้องเรียนที่ศูนย์บริการประชาชนเกี่ยวกับพฤติการณ์การปฏิบัติหน้าที่ของศาล จะเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ นายสืบพงษ์กล่าวว่า เป็นสิทธิของคู่ความที่สามารถดำเนินการได้โดยชอบ ไม่เกี่ยวกับการละเมิดอำนาจศาลแต่อย่างใด ประชาชนมีสิทธิจะร้องเรียนได้ ในกรณีที่อ้างว่ามีการกล่าวหาเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาแต่ต้องเป็นการกล่าวหาอย่างมีพยานหลักฐานไม่ใช่การกล่าวหาแบบลอยๆ