นักลงทุนเงินดิจิตอล’บิทคอยน์’ร้องสภาทนายช่วย โดน”โค้ชชัช”หลอกลงทุนหลายสิบล้าน

22.02.18 | 13:45 น.

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ที่ สภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ถนนพหลโยธิน นายพีระวิชญ์ สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา กับพวกรวม 20 คน ซึ่งเป็นตัวแทนกลุ่มผู้เสียหายกว่า 500 คน ที่ร่วมลงทุนในการซื้อขาย และเก็งกำไร ค่าเงินสกุลดิจิตอล ผ่านทางกลุ่มไลน์ เขอความช่วยเหลือทางกฎหมายสภาทนายความ กรณีถูกชายใช้ชื่อทางวงการสื่อออนไลน์ว่า”โค้ชชัช”หลอกลวงเอาเงินไปกว่า หลายสิบล้านบาท โดยมี ร.ต.ถวัลย์ รุยาพร นายกสภาทนายความ นายเสาวภักดิ์ สกุลโรมวิลาส อุปนายกฝ่ายช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย ,นายดำรงศักดิ์ เครือแก้ว อุปนายกฝ่ายปฏิบัติการ เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงและบันทึกคำร้องขอความช่วยเหลือ

นายศัลย์ นวนอ่อน นักลงทุนรายหนึ่งกับพวกกลุ่มผู้เสียหาย ร่วมกันเปิดเผยว่า เมื่อช่วงกลางเดือนกันยายน 2560 ได้มีแอดมินชื่อดังของวงการไลน์และช่องทางยูทูป ใช้ชื่อว่า”โค้ชชัช” หรืออ้างว่ามีชื่อจริงว่า นายชัชชัย (ขอสงวนนามสกุล) อายุ36ปี ได้ชักชวนประชาชนที่เป็นเพื่อนทางกลุ่มไลน์กว่า10กลุ่ม ประมาณกว่า500คน เข้าให้ลงทุนซื้อขายเงินดิจิตัล เพื่อทำกำไรระยะสั้นในตลาดเทรดออนไลน์ อัตราส่วนแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และตลาดเงินดิจิตอล โดยนายชัชชัย ประกาศโฆษณาโน้มน้าวให้สมาชิกในกลุ่มเข้าลงทุนและช่วยกันหาสมาชิก มาซื้อขายเงินบิทคอยน์หรือเงินดิจิตัลที่มีชื่อเรียกอื่นๆ ซึ่งมีผลกำไรดีกว่าซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์หรือดอกเบี้ยธนาคารพาณิชย์ เพราะหากลงทุนเพียง 100 ดอลล่าร์สหรัฐ ภายใน 7 วันจะมีรายได้ถึง 150เปอร์เซ็นต์ หรือจะเลือกลงทุนระยะยาว30วัน ก็จะได้ถึง300เปอร์เซ็นต์ และหาก สมาชิกไปบอกต่อ หรือแนะนำสมาชิกเข้ามาเพิ่ม ก็จะได้ค่าแนะนำ เป็นทวีคูณ เเต่ทั้งนี้สมาชิกต้องจ่ายค่างวด คนละ 100 ถึง 1 หมื่นดอลล่าร์ ก่อนจะได้ผลกำไรจากนั้นนายชัชชัย ก็จะแบ่งกำไรในงวดเเรกๆมาเพื่อล่อลวงให้ดีใจก่อนสองงวด แล้วก็ปิดห้องหนีหาย

ซึ่งการโอนเงินตามคำชักชวนของนายชัชชัย จะให้โอนเข้าบัญชี ว่าที่ ร.ท.พงศ์สันต์ (ขอสงวนนามสกุล)ซึ่งเป็นชาวจังหวัดอุบลราชธานี หัวหน้ากลุ่มไลน์ Olymp และนายธนกร (ขอสงวนนามสกุล) ซึ่งเป็นชาวกรุงเทพฯ หัวหน้ากลุ่ม ไลน์ BOI ซึ่งทั้งหมดเคยมาปรากฏตัวในวันแนะนำการลงทุนครั้งแรก พร้อมทั้งตระเวนไปยังบ้านของเหยื่อ ที่ลงทุนแต่ละรายเพื่อพูดคุยและทำการชักชวนให้เกิดความเชื่อใจและเชื่อมั่น ซึ่งได้มีผู้เสียหายบางรายหลงเชื่อลงทุนไปเป็นจำนวนมากอย่างตนก็ลงทุนถึง 2 ล้านบาท

โดยโอนเงินให้กับบัญชีนายชัชชัย ซึ่งแต่ละครั้งจะมีการใช้บัญชี นายธนกร หรือ บัญชี ว่าที่ ร.ท.( สงวนชื่อและนามสกุล)สลับกันไป โดยให้ทำการเชื้อเชิญชักชวนบุคคลอื่นให้ลงทุนด้วย โดยมีการจัดโปรโมชั่นต่างๆ ทำให้สมาชิกกลุ่มสนใจและลงทุนตามกันมากยิ่งขึ้น โดยโอนเงินลงทุนไปยังบัญชี ว่าที่ร.ท. ,นายธนกร ซึ่งบุคคลที่ลงทุนไปในคราเเรกๆก็จะได้ค่าตอบแทนในการแนะนำและบอกต่อมาจำนวนหนึ่ง แต่ในที่สุด การบริหารการจัดการค้าเงินดังกล่าว ก็หยุดชะงักเมื่อนายชัชชัยไม่ติดต่อ เเละทำการแบ่งปันผลกำไรอย่างที่อ้าง ซ้ำยังปิดห้องไลน์หนีไปที่อื่น ซึ่งล่าสุดทราบว่าตอนนี้มีบางบุคคลหลบหนีไปต่างประเทศแล้ว ทำให้กลุ่มผู้เสียหายทราบทันทีว่าโดนหลอก เเละเมื่อผู้เสียหายได้ติดตามเอาเงินคืน ทางนายชัชชัย ก็นัดหมายให้ทนายความของนายธนากรเข้ามาเจรจา โดนกำหนดนัดหมายที่โรงแรมอมารีน ดอนเมือง เวลา 18.00 น.โดยเมื่อถึงเวลา ตัวแทนฝ่ายนายชัชชัยเข้ามาพบ โดยแจ้งความประสงค์จะขอผ่านชำระเงินทั้งหมด โดยขอผ่อนน้อยที่สุดและนานที่สุด และแจ้งว่าเงินได้หมดไปแล้ว ซึ่งผู้เสียหายไม่ยินยอมตามข้อเสนอดังกล่าว นายชัชชัย จึงได้ลุกออกไปจากที่ประชุม หลังจากนั้นทางนายชัชชัย ได้สื่อสารมายังไลน์กลุ่ม ว่า ข้อตกลงไม่สำเร็จเเละก็ไม่สามารถติดต่อได้ ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบความเสียหายมูลค่านับสิบล้านบาทเเละอาจจะมีผู้เสียหายเพิ่มเติมอีก โดยขณะนี้คดีก็มีการเเจ้งความในพื้นที่ที่โดนหลอกตามโรงพักต่างๆทั่วประเทศเเล้ว

ร.ต.ถวัลย์ รุยาภรณ์ กล่าวว่า สภาทนายความจะรับเรื่องไว้สอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่าเข้าข้อบังคับการช่วยเหลือสภาทนายความหรือไม่ หากเข้าจะพิจารณาดูข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมทางการเงินทางสื่ออนไลน์ว่าคนร้ายใช้ช่องทางรูปแบบใด สามารถจะติดตามทรัพย์สินคืนมาจากจุดไหนได้บ้าง โดยจะให้นายเสาวภักดิ์ ,นายดำรงศักดิ์ ตั้งเป็นคณะทำงานติดตามเงินและดำเนินคดีทางกฎหมายต่อไป ขอฝากเตือนประชาชนถึงเรื่องการลงทุนเกี่ยวเงินดิจิตอล เเละการลงทุนที่ได้ รับผลตอบเเทนมากเกินจนผิดปกติ ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ที่จะต้องใช้ความระมัดระวัง ซึ่งขณะนี้ก็ยังไม่มีกฎหมายเฉพาะการดำเนินกรเอาผิดก็จะต้องดำเนินตามกฎหมายที่มีอยู่

ด้านนาย เสาวภักดิ์ สกุลโลมวิลาส อุปนายกฝ่ายช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย เผยว่าสำหรับประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อการทำธุรกรรมการเงิน กับกลุ่มบุคคลที่แสวงหาประโยชน์โดยทุจริตหรือการให้กู้ยืมเงินในอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด หนี้นอกระบบ รวมทั้งการถูกเอารัดเอาเปรียบจากการประกอบการงานอาชีพ และได้รับความเสียหายเป็นตัวเงิน สภาทนายความได้เล็งเห็นถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในการจัดหาทนายความในชั้นศาลและชั้นพนักงานสอบสวนด้วยความจำเป็นดังกล่าว จึงได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการช่วยเหลือประชาชนเพื่อแก้ไขหนี้นอกระบบขึ้นที่สภาทนายความเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาอันเป็นวันสภาทนายความ ประชาชนที่ต้องการขอรับคำปรึกษา ขอรับความช่วยเหลือทางกฎหมาย สามารถโทรเข้ามาทางสภาทนายความ เบอร์ 02-522-7124-7 หรือโทรสาร 02-522-7158 ตลอดเวลาทำการโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

Advertisement