จับตาเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม สิทธิของผู้ประกันตน

24.02.18 | 13:13 น.

นับตั้งแต่ปี 2560 จนกระทั่งเข้าสู่ปี 2561 ถือเป็นห้วงเวลาที่สำนักงานประกันสังคม(สปส.) เจอศึกหนัก!

เริ่มตั้งแต่ความเห็นต่างกรณีสปส. เตรียมปรับเงินสมทบเพิ่ม โดยคิดคำนวณฐานค่าจ้างใหม่จากเดิมเดือนละ 15,000 บาท เป็น 20,000 บาท แต่ก็ต้องหยุดชะงักหันกลับมาสอบถามความคิดเห็นใหม่อีกครั้ง เพราะมีบางกลุ่มไม่เห็นด้วย ซึ่งขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็นอย่างไร รวมไปถึงการขยายอายุเกษียณจากปัจจุบัน 55 ปี เป็น 60 ปีก็ยังไม่แล้วเสร็จ นี่ยังไม่นับรวมสิทธิข้อเรียกร้องของเครือข่ายผู้ประกันตนอื่นๆอีก ทั้งประเด็นเพิ่มสิทธิตรวจสุขภาพ การปลดล็อก 11 กลุ่มโรค จาก 14 เงื่อนไขกลุ่มโรค ที่แม้สปส.จะบอกว่าอยู่ระหว่างดำเนินการก็ตาม

หนำซ้ำล่าสุดยังถูกกระแสทวงถามอย่างหนักหน่วง จากเครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน(คปค.) คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย(คสรท.) และเครือข่ายแรงงานนอกระบบถึงประเด็น “การเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม” หรือบอร์ดสปส. ที่หมดวาระไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งจริงๆ แล้วตามมาตรา 8 ของพ.ร.บ.ประกันสังคม(ฉบับที่ 4) พ.ศ.2558 กำหนดให้มีการเลือกตั้งบอร์ดสปส. และให้สปส.จัดทำร่างระเบียบการเลือกตั้งและเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน โดยต้องดำเนินการภายใน 180 วัน แต่ปรากฏว่า เมื่อบอร์ดชุดเก่าหมดวาระลง ทาง สปส. ก็ยังไม่จัดทำร่างระเบียบการเลือกตั้งเสนอรัฐมนตรี จนเกิดการเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งขึ้นตามที่มีการเสนอข่าวไปมากมาย

แน่นอนว่า ในมุมหนึ่งก็ต้องเห็นใจทางสปส. เพราะการเลือกตั้งบอร์ดฯ ครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ไม่ใช่ว่าจะดำเนินการขึ้นง่ายๆ เนื่องจากติดอุปสรรคหลายอย่าง ทั้งงบประมาณการเลือกตั้งที่สูงเป็นพันล้านบาท ทั้งยังไม่มีคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) หากมีการร้องเรียนจะดำเนินการอย่างไร หรือแม้กระทั่งวาระของกรรมการที่ตามพ.ร.บ.ประกันสังคมฉบับที่ 4 ยังคงไว้ที่ 2 ปี ซึ่งยังมีคำถามว่า วาระกรรมการแค่นั้นกับงบฯที่สูงเป็นพันล้านบาทอาจไม่คุ้มค่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะให้รอการปรับแก้พ.ร.บ.ประกันสังคม ฉบับที่ 5 ก่อน

ยิ่งประเด็นการแก้กฎหมายประกันสังคมดูเหมือนจะถูกตอบรับจากรัฐบาล โดย “นายวิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ควรรอการปรับแก้กฎหมาย และยังไม่ควรดำเนินการใดๆ เหตุเพราะกังวลว่าจะขัดกับมาตรา 44 ที่ระบุว่าห้ามมีกิจกรรมทางการเมือง และการเลือกตั้งต้องมีการหาเสียง ซึ่งจะเข้าข่ายการเคลื่อนไหวกิจกรรมทางการเมือง

Advertisement

ร้อนถึง “นายมนัส โกศล” ประธานเครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน(คปค.) ออกมาคัดค้านเสียงแข็งว่า โดยให้เหตุผลว่า การเลือกตั้งประกันสังคม ต้องแยกจากการเมือง และการจะมาอ้างการเพิ่มวาระกรรมการจาก 2 ปีเป็น 4 ปี ไม่จำเป็นต้องรอแก้กฎหมาย แต่ดำเนินการได้เลย และค่อยมาเพิ่มวาระก็ไม่สายเกินไป โดยทำหนังสือเพื่อขอเข้าพบพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และขีดเส้นขอเข้าพบ หากไม่มีเสียงตอบรับ เครือข่ายฯ และภาคีต่างๆ จะระดมนักวิชาการเพื่อรวบรวมประเด็นและเข้าเรียกร้องต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อขอชี้แจงประเด็นดังกล่าว และขอให้สิทธิผู้ประกันตนในการเลือกตั้งบอร์ดชุดใหม่

มนัส โกศล

ด้วยเหตุผลว่า หากมีบอร์ดชุดใหม่จากการเลือกตั้ง จะเกิดประโยชน์ในแง่ได้มีส่วนร่วมในการเลือกผู้แทนของผู้ประกันตน เพื่อเข้าไปนั่งในบอร์ด การพิจารณาและเรียกร้องสิทธิให้ผู้ประกันตนจะชัดเจนและเป็นธรรมมากกว่าที่ผ่านมา เพราะที่ผ่านมาผู้แทนที่เข้าไปยังถือเป็นสัดส่วนที่ไม่มากพอ

โดย นายมนัส บอกว่า เดิมทีบอร์ดสปส. จะมี 15 คน ก็จะมาจากนายจ้างลูกจ้างอย่างละ 5 คน ส่วนรัฐจะเป็นตามตำแหน่ง แต่ที่ผ่านมาการเลือกตัวแทนผู้ประกันตนยังไม่ได้มาจากสัดส่วนทั่วประเทศ ซึ่งการเลือกตั้งจะทำให้เกิดขึ้นได้ ส่วนที่ พล.ต.อ.อดุลย์ กังวลเรื่องงบประมาณที่สูงขึ้นนั้น ข้อเท็จจริงงบไม่ได้สูงถึง 3,000 ล้านบาท เพราะดังกล่าวเป็นตัวเลขคร่าวๆที่ก่อนหน้านี้เคยเข้าไปหารือกับทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง(ก.ก.ต.) ซึ่งกำหนดตัวเลขจากการเลือกตั้งทั่วไปอยู่ที่ประชากรรายละ 87 บาทต่อคน งบประมาณเลือกตั้งทั้งหมดก็น่าจะประมาณ 3,000 ล้านบาท แต่หากประเมินตัวเลขผู้ประกันตน 13 ล้านคน รวมทั้งผู้ประกันตนม. 39 ซึ่งจ่ายสมทบเองนั้น ก็น่าจะใช้งบประมาณ 1,000 กว่าล้านบาท แต่สำหรับคปค.มีโมเดลที่ลดงบฯได้เหลือเพียง 500 ล้านบาท

ซึ่งโมเดลการเลือกบอร์ดครั้งนี้ จะแตกต่างจากบอร์ดชุดเดิม ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) แต่งตั้งไว้เมื่อปี 2558 โดยบอร์ดใหม่จะมีกรรมการทั้งหมด 21 คน ฝ่ายละ 7 คน ซึ่ง คปค.เสนอว่า ให้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง 77 เขต ใช้สำนักงานประกันสังคมจังหวัดในการดำเนินการ และผู้ประกันตนมีสิทธิออกเสียงได้ 1 เสียง สำหรับการเลือกนั้น จะแบ่งออกเป็นฝ่ายลูกจ้าง และฝ่ายนายจ้าง อย่างฝ่ายลูกจ้างจะทำการเลือกผู้แทนเข้าไปในบอร์ดฯจำนวน 7 คน โดยใช้วิธีคัดเลือกจากพื้นที่แบ่งเป็นขั้นต่ำพื้นที่ไหนมีผู้ประกันตน 150,000 คน ให้มีผู้แทน 1 คนลงสมัครเป็นตัวแทนเข้าบอร์ด ขณะที่นายจ้างให้พิจารณาว่าพื้นที่ไหนมีนายจ้างรวม 5,000 คนให้มีผู้แทน 1 คนเชิง ซึ่งรวมทั้งประเทศจะมีผู้แทนทั้งฝั่งนายจ้างและลูกจ้าง ฝ่ายละ 125 คน หลังจากนั้นก็ให้มีการเลือกออกมาให้ได้ฝ่ายละ 7 คน ส่วนผู้ประกันตนคนอื่นๆก็ใช้สิทธิในการลงคะแนนว่าจะเลือกใคร ซึ่งการเลือกตั้งสัดส่วนดังกล่าวอิงมาจากการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.)

ด้าน น.ส.อรุณี ศรีโต ประธานเครือข่ายแรงงานนอกระบบ ในฐานะหนึ่งในกรรมการประกันสังคม (บอร์ด สปส.) ซึ่งหมดวาระไปเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2560 เห็นว่า หากจะต้องรอการแก้ไขกฎหมายฉบับที่ 5 ก็ต้องมีความชัดเจนในเรื่องร่างระเบียบเลือกตั้ง และต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จเร็วที่สุด เพราะบอร์ดชุดเก่าหมดวาระไปแล้ว การทำงานหรือพิจารณาอะไรก็กังวลว่าจะมีปัญหาหรือไม่

ส่วนนายสมพร ขวัญเนตร รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย(คสรท.) เห็นว่าควรเลือกตั้งบอร์ดชุดใหม่เร็วที่สุดเช่นกัน เพราะมองว่าเมื่อบอร์ดชุดที่แต่งตั้งโดยอาศัย ม. 44 เมื่อหมดวาระลง ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายจัดการเลือกตั้งเช่นกัน

สมพร ขวัญเนตร

เกี่ยวกับเรื่องนี้เมื่อสอบถามไปยัง นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสปส. ได้คำตอบเพียงว่า อยู่ระหว่างดำเนินการอย่างถี่ถ้วน

สุรเดช วลีอิทธิกุล

ดูท่าแล้วงานนี้การเลือกตั้งบอร์ดสปส. อาจต้องรอการแก้กฎหมายประกันสังคม ฉบับที่ 5 ก็เป็นได้ แว่วว่าอยู่ระหว่างดำเนินการในการปรับแก้กฎหมายหลายข้อ หนึ่งในนั้นมีเรื่องวาระการเลือกตั้งบอร์ดสปส.จาก 2 ปีเป็น 4 ปี จึงเป็นไปได้ว่าการเลือกตั้งบอร์ดสปส.อาจต้องรอประเด็นดังกล่าว เพราะคงต้องการใช้งบอย่างคุ้มค่าที่สุด เพราะแม้งบดังกล่าวจะมาจากงบบริหารจัดการของสำนักงานประกันสังคม แต่ส่วนหนึ่งก็มาจากเงินสมทบของผู้ประกันตนเช่นกัน

รอลุ้นกันอีกที…