หน้าแรก ในประเทศ สกู๊ปพิเศษ : ...

สกู๊ปพิเศษ : ส่องเกณฑ์-รูโหว่ ช่องโกงเงินสงเคราะห์คนจน

25.02.18 | 08:35 น.

ตกเป็นข่าวฉาวโฉ่ ยิ่งสาวก็ยิ่งพบทุจริต โกงคนยากคนจน เงินสงเคราะห์ของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง

มีการแฉโพย พฤติกรรมหากินต่างๆ นานา ทั้งการสวมสิทธิรับเงิน จ่ายไม่ครบ ฯลฯ ทุกภาคของประเทศ

มีการสั่งย้ายข้าราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ และหน่วยงานต่างๆ ลงพื้นที่ขุดคุ้ย ตรวจสอบล่าตัวคนผิด เช็กบิลขบวนการโกงเงินผู้ยากไร้

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ให้นายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และนายณรงค์ คงคำ รองปลัด พม. มาปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของนายกรัฐมนตรี เพื่อเปิดทางให้ พม.ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงอดีต 2 ผู้บริหารกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) ดังกล่าว ตามหนังสือสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2560 ที่แจ้งให้ พม.ดำเนินการตรวจสอบ กรณีได้รับเรื่องร้องเรียนว่ามีการทุจริตเงินสงเคราะห์ของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง

การย้ายดังกล่าวก็เพื่อเปิดทางให้การสอบสวนเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรม

Advertisement

สำหรับเงินสงเคราะห์ของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง และระเบียบหลักเกณฑ์การจ่ายเงิน คุณสมบัติผู้ที่ได้รับเงินนั้น น้อยคนนักที่จะทราบเรื่อง จะมีก็แต่คนที่เกี่ยวข้องอยู่ในแวดวงเท่านั้น

ข้อมูลที่จะนำเสนอต่อไปนี้ เป็นที่มาที่ไป

ปฐมบทของการแจกเงินสงเคราะห์ของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง

การจ่ายเงินช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ ดำเนินการโดยมีระเบียบของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการรองรับ

เป็นระเบียบว่าด้วยการสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่ง พ.ศ.2552

ระเบียบดังกล่าวให้นิยามผู้ไร้ที่พึ่ง คือ บุคคลผู้ปราศจากทรัพย์สิ่งของ รายได้สำหรับยังชีพ และไม่มีผู้ให้พึ่งพาอาศัย รวมถึงให้นิยาม “ครอบครัวที่ประสบปัญหาความเดือดร้อน” คือ ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยที่ประสบความเดือดร้อน เพราะสาเหตุหัวหน้าครอบครัว ตาย ทอดทิ้ง สาบสูญ ต้องโทษจำคุก เจ็บป่วยร้ายแรง พิการ จนไม่สามารถประกอบอาชีพได้ ประสบภาวะยากลำบากในการดำรงชีพ ไม่สามารถดูแลครอบครัวได้ด้วยเหตุอื่น

ขณะที่ นางนภา เศรษฐกร อธิบดี พส. เล่าขั้นตอนการเบิกจ่ายเงินสงเคราะห์ว่า เวลาที่เจ้าหน้าที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง หรือเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ไปเจอเคสที่เข้าข่ายว่าเป็นคนไร้ที่พึ่ง และครอบครัวที่ประสบปัญหาความเดือดร้อน หรือพวกเขาเหล่านั้นเข้ามาขอความช่วยเหลือเองที่ศูนย์ ศูนย์ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศทุกจังหวัด ก็จะส่งนักสังคมสงเคราะห์ลงพื้นที่ไปสอบข้อเท็จจริง ตรวจสอบเอกสาร อาทิ ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชน ใบรับรองแพทย์ ใบมรณบัตร หนังสือรับรองต่างๆ จากบุคคลที่น่าเชื่อถือได้ กรอกแบบฟอร์ม ก่อนวินิจฉัยแนวทางการช่วยเหลือที่เหมาะสมกับสภาพปัญหา และเสนอให้ผู้อำนวยการศูนย์พิจารณาอนุมัติ

นางนภากล่าวอีกว่า ในการให้ความช่วยเหลือ มีทั้งให้เป็นเงิน/สิ่งของ ซึ่งมีวงเงินช่วยเหลือตั้งแต่ 500 1,000 2,000 แต่ไม่เกินครั้งละ 3,000 บาท/ครอบครัว ซึ่งจะได้รับเงินสงเคราะห์มากน้อยขึ้นอยู่กับสภาพความเดือดร้อนของเคส และช่วยเหลือติดต่อกันได้ไม่เกิน 3 ครั้ง/ครอบครัว/ปีงบประมาณ เพื่อให้ผู้ได้รับความช่วยเหลือเหล่านั้น นำเงินไปใช้จ่ายในค่าอุปโภคบริโภคตามความจำเป็น ค่ารักษาพยาบาล ค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัยตามความจำเป็น ช่วยเหลือเงินทุนประกอบอาชีพ รวมถึงการรวมกลุ่ม จากนั้นเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจะดำเนินการส่งมอบเงิน ซึ่งสามารถจ่ายเป็นเงินสดหรือเช็คให้กับผู้มีสิทธิโดยตรง หรือให้เจ้าหน้าที่ของหน่วยงาน/ส่วนราชการไปจ่ายต่อ ก่อนเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายอีกคนจะมาตรวจสอบหลังได้รับมอบ

“จะเห็นได้ว่าระเบียบก็มีมาตรฐานการเบิกจ่ายเงินที่ชัดเจน แต่เหตุการณ์ทุจริตที่เกิดขึ้นในศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.ขอนแก่น และเชียงใหม่ ที่ พส.อยู่ระหว่างสอบวินัยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ขณะนี้ เป็นเรื่องส่วนบุคคลที่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบ”
นางนภากล่าว

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญใน พม.คนหนึ่งวิเคราะห์จุดอ่อนที่ทำให้เกิดการโกงเงิน โดยระบุว่า ระบบนี้นั้นได้ให้อำนาจ ผอ.ศูนย์มากไป ตั้งแต่การตรวจสอบคุณสมบัติ การพิจารณาวงเงินช่วยเหลือ จนถึงการตรวจสอบ ซึ่งถือเป็นการดำเนินการเพียงลำพังภายในศูนย์ ส่วนประชาชนก็ไม่ทราบขั้นตอน มารู้อีกทีก็ตอนเซ็นรับเงิน บางครั้งอ่านเอกสารไม่ครบถ้วน อ่านไม่ออก ได้รับเงินตกหล่นไม่ครบตามที่อนุมัติ บางครั้งได้รับเงินแล้วแต่ลืมก็มี หรือบางครั้งอาจถูกปลอมลายเซ็นรับเงินแล้วไม่ได้รับเงินสักบาทเลยก็มี

กระทั่งความเข้าใจผิดที่กำลังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ขณะนี้ คือการจัดสรรเงินผ่านการรวมกลุ่มอาชีพ ที่ศูนย์เบิกจ่ายให้กับ อบต.หรือตัวแทนกลุ่ม เพื่อไปใช้ตามวัตถุประสงค์ แต่ไปพบภายหลังว่า เมื่อได้รับเงินไปแล้วกลุ่มก็นำไปใช้ทำกิจกรรมเลย ไม่ได้แจ้งให้สมาชิกทราบว่าได้รับเงินมาแล้ว ฉะนั้น เวลา ป.ป.ท.ไปถามชาวบ้านว่าได้รับเงินไหม ก็แน่นอนตอบว่า “ไม่ได้” ซึ่ง พม.เองพยายามให้ ป.ป.ท.หาเหตุผลว่าเงินที่หายไปนี้ เป็นเงินจ่ายผ่านกลุ่มอาชีพหรือไม่ นี่เป็นอีกตัวอย่าง

ทั้งนี้ เมื่อปรากฏเป็นข่าวฉาวโฉ่ มีการตรวจสอบทุจริตหลายพื้นที่

ช่วงบ่ายของวันที่ 23 กุมภาพันธ์ที่่ผ่านมา พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พม. ได้เรียกประชุมอธิบดีทุกกรม เพื่อรับฟังระบบการจ่ายเงินสงเคราะห์ตามกลุ่มเป้าหมายต่างๆ โดยมั่นใจว่าระบบก็ดีอยู่แล้ว แต่ก็มีนโยบายเพื่อเพิ่มเติมความรัดกุม

ซึ่งนางนภากล่าวว่า รมว.พม.ได้เสนอให้การเบิกจ่ายเงินในพื้นที่มีความรอบคอบมากยิ่งขึ้น โดยให้มีการพิจารณาจัดสรรเงินในรูปแบบคณะกรรมการ โดยใช้ทีมวันโฮม (ONE HOME) ซึ่งประกอบด้วยพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) และเจ้าหน้าที่หน่วยงานในสังกัด พม. ร่วมกันพิจารณาจัดสรรเงินให้กับกลุ่มเป้าหมายของ พม.ทั้งหมด จากเดิมที่ดำเนินการกันเองภายในศูนย์ นอกจากนี้ ยังจะเน้นมาตรการการจ่ายผ่านบัญชีธนาคาร/เช็คโดยตรงสู่ผู้ขอรับความช่วยเหลือ หรือหากอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ให้ใช้การถ่ายภาพให้ชัดเจน ทั้งตัวเงิน ผู้รับ ผู้มอบ รวมถึงเบอร์โทรศัพท์ติดต่อ เพื่อจะไว้สุ่มตรวจภายหลัง

“เพื่อให้การดำเนินงานมีความรัดกุม โปร่งใส ซึ่งในปีงบประมาณ 2561 พส.ได้เบิกจ่ายเงินงวดแรกให้ศูนย์ในสังกัด 154 แห่งทั่วประเทศไปแล้ว 274 ล้านบาท ช่วยผู้เดือดร้อนไปแล้ว 137,239 ราย และกำลังได้รับงบงวดที่ 2 ในเดือนเมษายนนี้” นางนภากล่าวทิ้งท้ายถึงการแก้ปัญหา

ความพยายามตื่นตัวล้อมคอก ป้องกันการโกง ในขณะที่กระบวนการสอบสวนเอาผิดข้าราชการที่มีส่วนร่วมยังดำเนินต่อไป

ปลาซิวปลาสร้อย หรือตัวใหญ่

ไม่ช้าไม่นานคงมีคำตอบ