เจ้าของร้านเพชรบุกกองปราบทวงของกลาง 17 รายการ 6 ล้าน

26.02.18 | 13:19 น.

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 26 กุมภาพันธ์ ที่กองบังคับการปราบปราม ถนนพหลโยธิน น.ส.จีระพันธ์ จุลพันธ์ อายุ 53 ปี เจ้าของธุรกิจค้าขายเพชร-ทองคำ ย่านภาษีเจริญ พร้อมนายยอดมงคล ทรัพย์ไพศาลสุข ทนายความ เดินทางมายังกองบังคับการปราบปรามพร้อมถือป้ายระบุข้อความ “กราบขอบพระคุณ ท่านผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และคณะพนักงานสอบสวนที่ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย” เพื่อติดตามกรณีการส่งคืนเครื่องเพชร และทองรูปพรรณ จำนวน 17 รายการ มูลค่าประมาณ 6 ล้านบาทคืนหลังจากที่ถูกพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามได้อายัดไว้ตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2556 ในคดีที่ถูก น.ส.ผาติรัตน์ ใจเย็น อายุ 38 ปี กล่าวหาว่ายักยอกทรัพย์

น.ส.จีระพันธ์เปิดเผยว่า มาขอรับเพชรของกลางที่ถูกอายัดไว้ เพื่อประกอบการสอบสวนคดี ตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2556 ในกรณีที่ น.ส.ผาติรัตน์ ใจเย็น อายุ 38 ปี กล่าวหาว่าตนได้ยักยอกไป จนกระทั่งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 7 มีความเห็นไม่สั่งฟ้องคดีเนื่องจากพยานหลักฐานไม่พอฟ้อง จึงถือว่าคดีได้สิ้นสุดไปแล้ว ซึ่งอัยการจึงมีคำสั่งให้คืนของกลางกับตนแต่จนถึงขณะนี้ พนักงานสอบสวนเจ้าของคดีก็ยังไม่ยอมส่งมอบเครื่องเพชรที่ยึดไว้คืนให้ ซึ่งก่อนหน้าตนได้ไปยื่นหนังสือร้องเรียนต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและผู้บังคับการกองปราบปรามไว้แล้ว

น.ส.จีระพันธ์กล่าวว่า หลังจากสิ้นสุดคดีตนพยายามทวงเครื่องเพชรและทองรูปพรรณ จำนวน 17 รายการคืน ซึ่งพบว่า น.ส.ผาติรัตน์ได้ไปรับของกลางเองโดยพลการ ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำไปตรวจที่พิสูจน์ที่สถาบันอัญมณีว่าเป็นของจริงหรือไม่ เมื่อรับไปแล้วกลับไม่นำคืนพนักงานสอบสวน ทางกองบังคับการปราบปรามจึงได้ดำเนินคดีกับ น.ส.ผาติรัตน์ ซึ่งตนและครอบครัวได้รับความเดือดร้อนต้องถูกอายัดเพชรและทองของตนไปทั้งๆที่ตนไม่มีความผิด ซึ่งวันนี้พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 7 มีความเห็นไม่สั่งฟ้องตนและนายวรดิษฐ์ จุลพันธ์ หลานชาย เราจึงมาติดตามทรัพย์สินของกลางมาสู่ความครอบครองของตน ยืนยันว่าจะดำเนินคดีกับผู้ที่ละเมิดต่อความเสียหายให้ตนและครอบครับต่อไป

น.ส.จีระพันธ์กล่าวอีกว่า ในส่วนการดำเนินคดีกับทนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา นั้นเนื่องจากมีการให้สัมภาษณ์ออกรายการโทรทัศน์หลายรายการ ในลักษณะทำให้สังคมเชื่อว่าตนเป็นผู้กระทำความผิดในการยักยอกเพชร 11 ล้าน และในชั้นศาลสั่งไม่ฟ้องตนไปแล้วตนได้แจ้งดำเนินคดีไว้ที่ สน.บางขุนเทียน แล้ว จากการตรวจสอบข้อมูลทราบว่ามีเครื่องเพชร 1 ชิ้น ที่คู่กรณีนำไปจำนำ ที่โรงรับจำนำแห่งหนึ่ง และหลุดจำนำไปแล้ว ส่วนพนักงานสอบสวนเจ้าของคดี คือ ร.ต.ท.สมโชค ปานพิมพ์ สังกัดตำรวจกองปราบปราม หากยังไม่สามารถนำทรัพย์สินมาคืนได้ ก็จะดำเนินการตามกฎหมายด้วย

นายยอดมงคล ทนายความกล่าวว่า พาลูกความมาขอพบผู้การกองปราบให้ส่งมองของกลางคืนทันที หากยังไม่ได้ก็คงต้องพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ซึ่งปกติการส่งมอบของกลางให้บุคคลภายนอกนั้นจะต้องเป็นของที่ใช้แล้วคงรูปเช่นรถยนต์ ส่วนกรณีเพชรนั้นสามารถสลับสับเปลี่ยนได้ซึ่งยากต่อการตรวจสอบว่าเป็นอันเดิมหรือไม่ จึงไม่น่าจะส่งมอบให้กับบุคคลภายนอก หลังจากนี้จะดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นพนักงานสอบสวน คือ ร.ต.ท.สมโชค ปานพิมพ์ ก็ได้แจ้งดำเนินคดีในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ส่วน น.ส.ผาติรัตน์ ผู้รับของกลางไป ได้ดำเนินคดีแจ้งความเท็จไปแล้ว ซึ่งศาลชั้นต้นยกฟ้อง ทั้งคู่แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้จำคุก ร.ต.ท.สมโชค ปานพิมพ์ และ น.ส.ผาติรัตน์ คนละ 1 ปี ไม่รอลงอาญา ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา

ด้าน พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ป. ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์สั้นๆ ว่า จะตรวจสอบกรณีดังกล่าว และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

Advertisement