เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ที่องค์การเภสัชกรรม (อภ.) นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมคณะผู้บริหาร ตรวจเยี่ยมพร้อมมอบนโยบายการดำเนินงานขององค์การเภสัชกรรม โดย นพ.ปิยะสกลกล่าวว่า ตนได้มอบนโยบาย 5 เรื่อง ได้แก่ 1.ความมั่นคงทางยา ต้องมียาใช้เพียงพอ ไม่แข่งขันกับเอกชน และเติบโตไปด้วยกัน ร่วมมือกันสร้างการเข้าถึงยาของประชาชน 2.คณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม ต้องมีความรู้ความสามารถด้านธุรกิจ 3.สนองนโยบายรัฐบาลเรื่องการส่งเสริมสมุนไพรไทย 4.มีธรรมาภิบาล ดำเนินการด้วยความโปร่งใส และ 5.ดูแลผู้ปฏิบัติงานให้มีความสุข เพื่อให้องค์การเภสัชกรรมผลิตยาดี มีคุณภาพ ประชาชนเข้าถึงยาในราคาคุ้มค่าเป็นธรรม เป็นที่เชื่อถือของประชาชน
“4 ปีที่ผ่านมาเห็นความก้าวหน้าขององค์การเภสัชกรรม ทั้งด้านเทคโนโลยี วิสัยทัศน์ การพัฒนาคน ความโปร่งใส ที่จะมอบนโยบายในวันนี้คือ ขอให้สร้างความมั่นคงทางด้านยาเพื่อประชาชน จะทำให้ประเทศมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ต้องทำงานเชิงรุก และยอมรับสิ่งใหม่ๆ ด้วย เพื่อให้เท่าเทียมกับองค์กรด้านนี้ของต่างประเทศ” ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกลกล่าว
นพ.โสภณ เมฆธน ประธานคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงยาที่จำเป็นในระบบสาธารณสุขอย่างทั่วถึง การผลิตและจัดหายาเชิงสังคมที่มีความจำเป็น เช่น ยากำพร้า ยาขาดแคลน ยาที่มีการใช้น้อยแต่จำเป็น ให้มีรายการมากขึ้น ขับเคลื่อนองค์การเภสัชกรรม 4.0 โดยวิจัย พัฒนา และผลิต ผลิตภัณฑ์เชิงนวัตกรรม ภายใต้แนวคิด Smart Industry, Smart Office, Smart Marketing และ Smart Human Resource และเปลี่ยนผ่านไปสู่องค์กรที่มีการนำระบบดิจิทัล และ Big Data มาใช้ในการดำเนินงานให้มากขึ้น รวมทั้งผลักดันแผนงาน/โครงการที่สำคัญในอนาคตให้สำเร็จ ได้แก่ โครงการก่อสร้างโรงงานผลิตวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดนกตามมาตรฐาน WHO-GMP ที่จ.สระบุรี ซึ่งการก่อสร้างโรงงานแล้วเสร็จ อยู่ระหว่างการทำสอบระบบต่างๆ อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ได้วัคซีนที่มีประสิทธิภาพตามมาตรฐาน ส่วนการวิจัยและพัฒนาวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ชนิด 3 สายพันธุ์ อยู่ระหว่างการทดสอบทางคลินิกระยะที่ 3 จะเสร็จในปี 2561 คาดว่าจะขึ้นทะเบียน อย.ได้ในปี 2563
ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขค้างจ่ายค่ายาแก่ อภ. จะมีการดำเนินการอย่างไร นพ.ปิยะสกลกล่าวว่า ทราบดีว่าตอนนี้ สธ.ค้างจ่ายค่ายาแก่ อภ.จำนวนไม่น้อย แต่พยายามหาหนทางที่จะจ่ายคืนเงินโดยเร็วที่สุด ซึ่งปัญหานี้ไม่ใช่ว่า สธ.ไม่มีเงินจ่าย แต่เกิดขึ้นจากที่ในช่วงที่ผ่านมามีการเปลี่ยนผ่าน 2 เรื่องสำคัญ คือ การเปลี่ยนหน่วยงานหลักในการจัดซื้อยาตามโครงการพิเศษจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เป็นเครือข่าย รพ.ราชวิถีรวมถึงมีการบังคับใช้ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐใหม่ ทำให้เกิดช่วงรอยต่อของการบริหารจัดการ แต่เท่าที่ทราบขณะนี้ระบบเริ่มเข้าที่ และคาดว่า สธ.จะสามารถจ่ายเงินคืนให้ อภ.ได้ภายในเดือนเมษายนนี้



