เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ที่กระทรวงแรงงาน พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงกรณีนายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ ปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และนายณรงค์ คงคำ รองปลัดพม. อยู่ระหว่างถูกสอบข้อเท็จจริงการเชื่อโยงกระบวนการโกงเงินคนจน ว่า เรื่องนี้เป็นการร้องเรียนผ่านบัตรสนเท่ห์ 2 ฉบับผ่านทางสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ก่อนที่ สตง.จะส่งมาถึงตน โดยฉบับแรกส่งมาเมื่อถึงตนเมื่อเดือน ส.ค.60 ฉบับที่ 2 ส่งมาปลายส.ค.60 ซึ่งก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงทั้ง 2 ฉบับ ก่อนจะรายงานผลว่ามีมูลเมื่อเดือน ต.ค. โดยมีชื่อทั้งนายพุฒิพัฒน์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) และนายณรงค์ ขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง พม. เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย แต่เหตุที่ทั้ง 2 ยังได้รับการแต่งตั้งขึ้นดำรงตำแหน่งปลัด และรองปลัด พม.นั้นเป็นเพราะว่าช่วงเวลาที่มีการพิจารณาแต่งตั้งคนที่เหมาะสมจะขึ้นมาดำรงตำแหน่งนั้น เป็นการแต่งตั้งก่อน ซึ่งจากการพิจารณาคุณสมบัติขณะนั้นนายพุฒิพัฒน์ เป็นคนที่มีอาวุโสที่สุด และตลอด 3 ปีที่ผ่านมาก็มีผลงานโดดเด่น ส่วนนายณรงค์ ก็ได้รับการแต่งตั้งขึ้นตามลำดับขั้นอยู่แล้ว และผ่านครม.เมื่อเดือนกรกฎาคม แต่ผลการสอบข้อเท็จจริง ออกมาในเดือนตุลาคม ซึ่งตอนนั้นตนได้รับการแต่งตั้งให้มาที่กระทรวงแรงงานแทน
เมื่อถามว่าในการพิจารณาคุณสมบัติผู้ที่จะขึ้นเป็นปลัดพม.ตอนนั้นได้ตรวจสอบประวัติย้อนหลังหรือไม่ พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่า มีการตรวจสอบ ซึ่งตนเห็นว่าในช่วง 3 ปี ที่ตนเป็นรัฐมนตรีว่าการ พม. ก็เห็นว่านายพุฒิพัฒน์ มีผลงานโดดเด่น เป็นคนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุดในขณะนั้น ถ้าไม่ตั้งแล้วจะให้ไปตั้งใคร ยืนยันว่าตนพิจารณาเอง ไม่มีการล็อบบี้ หรือว่ามีใครฝากมา อย่างไรก็ตาม ตอนนี้รอผลการสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการตรวจสอบว่าจะเป็นอย่างไร หากมีการทุจริตจริงบอกเลยว่าไม่มีใครช่วยได้ ใครผิดก็ต้องรับโทษ
เมื่อถามต่อถึงโครงการฝึกอาชีพคนจนเฟส 2 หลายคนจับตาหวั่นว่าจะเกิดการซ้ำรอยทุจริตซ้ำรอยเงินคนจน พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่า เดิมมีการตั้งงบประมาณไว้ประมาณ 5 พันล้านบาท ฝึกคนจน 1 ล้านคน แต่ตอนนี้งบฯ ลดเหลือประมาณ 2.1 พันล้านบาท ฝึกคนจน 6.5 แสนคน รายละเอียดต่างๆ จะมีความชัดเจนในอีก 2 สัปดาห์ ส่วนเรื่องการใช้เงินงบประมาณนั้นยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการตรวจสอบมากเรื่องนี้ จะมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้น มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นตรวจสอบกระบวนเบิกจ่าย และใช้งบประมาณ รวมถึงวัดผลการปฏิบัติงานด้วย ทราบดีว่าสังคมกำลังจับตาเรื่องนี้อยู่แต่ก็ไม่ได้ทำให้ตนกังวลหรือทำงานยากขึ้น ตนเคยดำรงตำแหน่งผบ.ตร.มาก่อน บริหารเงินเป็น 9 หมื่นล้าน ครั้งนี้ไม่มีหวั่นไหว ทำเต็มที่ ถ้าเจอทุจริตก็ต้องฟันแน่นอน

