เมื่อวันที่ 27 มีนาคม เวลาประมาณ 13.00 น. ที่ชุมชนป้อมมหากาฬ เขตพระนคร กรุงเทพ ฯ มีการจัดงาน “รวมพลคนป้อมมหากาฬ” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อแสดงจุดยืนและร่วมพูดคุยแนวทางแก้ปัญหากรณีการไล่รื้อชุมชนที่ยืดเยื้อยาวนานถึง 24 ปี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในงานดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมคึกคักมากกว่า 300 ราย เริ่มต้นด้วยการกล่าวแถลงการณ์สนับสนุนการคงอยู่ของชุมชนป้อมมหากาฬ โดยเครือข่ายพันธมิตร อาทิ ชุมชนคลองสายไหม และตัวแทนประชาคมบางลำภู จากนั้นตัวแทนชุมชนป้อมมหากาฬกล่าวแถลงการณ์ยืนยันขออยู่ร่วมกับโบราณสถานซึ่งเป็นแหล่งประวัติศาสตร์

ต่อมา มีการเปิดเวทีเสวนาในประเด็นการอยู่ร่วมกันระหว่างชุมชนโบราณสถาน ภายใต้หัวข้อ “คน โบราณสถาน สวนสาธารณะ : ผู้บุกรุก กับ ส่วนรวม” วิทยาการได้แก่ ศาสตราจารย์พิเศษ ศรีศักร วัลลิโภดม นักประวัติศาสตร์ เจ้าของรางวัลฟูกุโอกะ จากประเทศญี่ปุ่น , รศ. ชาตรี ประกิตนนทการ อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร , อ.ปฐมฤกษ์ เกตุทัต อดีต ผอ.ศูนย์ศึกษาชุมชนและวัฒนธรรมเมือง คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์ และดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ อนุกรรมการสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร
เนื้อหาโดยสรุป นักวิชาการมีความคิดเห็นตรงกันว่า ปัญหาการไล่รื้อชุมชนป้อมมหากาฬ มีคู่ขัดแย้งมากกว่ากรุงเทพมหานครและชุมชน แต่ยังมีคณะกรรมการเกาะรัตนโกสินทร์ด้วย เนื่องจากแผนการก่อสร้างสวนสาธารณะ ถือกำเนิดมาจากแผนพัฒนาพื้นที่ของคณะกรรมการดังกล่าว
ในขณะเดียวกัน ข้อกฎหมายต่างๆที่กรุงเทพมหานคร อ้างว่าแก้ไขไม่ได้นั้น ความจริงแล้วสามารถดำเนินการแก้ไขได้ เนื่องจากเป็นเรื่องของการตีความ ซึ่งนักวิชาการในวงเสวนาได้เรียกร้องให้สังคมเข้ามามีส่วนร่วมกับการแก้ไขปัญหาการไล่รื้อครั้งนี้ เพราะหากกทม. สามารถดำเนินการกับชุมชนป้อมมหากาฬได้ ก็ย่อมจะใช้วิธีการเดียวกันนี้กับพื้นที่อื่นๆได้ในอนาคตเช่นกัน

นอกจากนี้ วงเสวนายังชี้ว่า ข้อเสนอที่ได้จากงานวิจัยของ รศ.ชาตรี ประกิตนนทการ ซึ่งเกี่ยวข้องกับชุมชนบ้านไม้โบราณ สามารถเป็นสะพานเชื่อมคู่ขัดแย้งได้ โดยควรเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง ให้คนทั่วไปได้เยี่ยมชม โดยชาวบ้านยังสามารถอาศัยอยู่ได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจบการเสวนา ชาวบ้านและผู้เข้าร่วมงาน มีการคล้องแขนหน้ากำแพงชุมชน และปล่อยนกพิราบ
เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการปลดพันธะที่ยาวนานกว่า 24 ปี เพื่ออิสระเสรีภาพของลูกหลานในชุมชน






