ดีเอสไอโต้ปธ.สหกรณ์เกษตรวิเศษชัยชาญ พบหลักฐานส่อฮั้วประมูล อาหารนักโทษ ต้องอายัดเงิน

1.03.18 | 14:45 น.

ดีเอสไอโต้ ปธ.สหกรณ์การเกษตรวิเศษชัยชาญ พบหลักฐาน เข้าข่ายฮั้วประมูล อาหารนักโทษ จึงต้องอายัดเงิน ประสานราชทัณฑ์แจ้งความเอาผิดดำเนินดคดี

เมื่อวันที่ 1 มีนาคม ผู้สื่อข่าวงรายงานว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ได้ออกเอกสารข่าวชี้แจง ประเด็น นายสำรวย วงษ์สนอง ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรวิเศษชัยชาญ จำกัด ได้นำคณะเดินทางไปยังศูนย์บริการประชาชน สำนักนายกรัฐมนตรี และยื่นหนังสือ ฉบับลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 กราบเรียน นายกรัฐมนตรี เพื่อขอทราบผลการร้องเรียน กรณีที่ตนได้ยื่นเรื่องขอความเป็นธรรมในกรณีที่ถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ อายัดเงินค่าอาหารดิบสำหรับใช้เลี้ยงผู้ต้องขัง ซึ่งเป็นเงินที่สหกรณ์ต้องนำไปชำระหนี้ให้กับตัวแทนสหกรณ์ทั้งที่ยังไม่ทำการสืบสวนและแจ้งข้อกล่าวหากับสหกรณ์ รวมทั้งอ้างถึงกรณีที่สหกรณ์ได้ยื่นฟ้องผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว โดยระบุว่าศาลรับฟ้องแล้ว เป็นเหตุให้หมดความชอบธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ และประเด็นอื่นๆ นั้น

โดยระบุว่า ในการนี้ เพื่อให้สาธารณชนทราบและเข้าใจถึงวิธีการปฏิบัติงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงขอชี้แจงข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว ดังนี้ 1. เรื่องนี้ สืบเนื่องจาก เมื่อเดือนตุลาคม 2558 กรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับการร้องเรียน จากประชาชนว่า ในโครงการจัดซื้ออาหารดิบสำหรับใช้เลี้ยงผู้ต้องขังในเรือนจำต่างๆ ของกรมราชทัณฑ์ ไม่สุจริต ไม่โปร่งใส ทั้งการจัดซื้ออาหารดิบเข้าเรือนจำยังเป็นช่องทางในการลักลอบนำสิ่งของผิดกฎหมาย ยาเสพติด และสิ่งของต้องห้ามเข้าสู่เรือนจำ เนื่องจากกรณีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการเสนอขายสินค้าหรือบริการแก่รัฐที่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 ที่อาจเป็นคดีพิเศษ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษจึงมีคำสั่งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อทราบข้อมูลเบื้องต้น โดยเป็นสำนวนตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ 233/2558 อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักคดีอาญาพิเศษ 2 และต่อมา การตรวจสอบข้อเท็จจริงพบมูลความผิดเพียงพอกล่าวหาและดำเนินคดีพิเศษ จึงรับไว้เป็นคดีพิเศษที่ 122/2559

2. จากการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน พบว่าการจัดซื้ออาหารดิบสำหรับ ใช้เลี้ยงผู้ต้องขังในเรือนจำต่างๆ ของกรมราชทัณฑ์นั้น ได้มีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2532 เห็นชอบให้สิทธิพิเศษประเภทไม่บังคับแก่หน่วยงานต่างๆ เกี่ยวกับการจำหน่ายข้าวสารและเครื่องบริโภคตามนโยบายรัฐบาล มีสาระสำคัญตอนหนึ่งว่า หากส่วนราชการประสงค์จะซื้อสินค้าประเภทเครื่องบริโภคจากองค์การคลังสินค้า องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร องค์การตลาด กระทรวงมหาดไทย องค์การผลิตอาหารสำเร็จรูป องค์การอุตสาหกรรมห้องเย็น ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด หรือสถาบันเกษตรกรที่อยู่ ในพื้นที่ใกล้ที่สุด ให้แจ้งหน่วยงานและหรือสถาบันเกษตรกรดังกล่าว ไม่น้อยกว่า 3 ราย เพื่อมาเสนอราคาและให้ซื้อจากรายที่เสนอราคาต่ำสุด โดยวิธี “กรณีพิเศษ” และต่อมา ได้มีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2553 ให้สิทธิพิเศษ (1) องค์การคลังสินค้า หรือ อคส. (2) องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร หรือ อตก. (3) องค์การตลาด กระทรวงมหาดไทย (4) ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด และ (5) สถาบันเกษตรกร ในการจำหน่ายข้าวสาร เครื่องอุปโภคและบริโภค กรณีดังกล่าวเป็นนโยบายของรัฐที่มุ่งช่วยเกษตรกรในการขายสินค้าเครื่องอุปโภคและบริโภคให้แก่รัฐโดยตรงโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง เนื่องจากสถาบันเกษตรกรเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มเกษตรกรโดยตรง ส่วนองค์การต่างๆ ก็จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรอยู่แล้ว แต่เพื่อให้รัฐได้ประโยชน์สูงสุดจึงให้กลุ่มผู้มีสิทธิแข่งขันราคากันเองอีกชั้นหนึ่ง

เอกสารยังระบุอีกว่า เมื่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ สำนักคดีอาญาพิเศษ 2 เข้าทำการสอบสวนเพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ปรากฏข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ว่าสหกรณ์วิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง ได้ใช้สิทธิในฐานะสถาบันเกษตรกรเข้าแข่งขันในการเสนอราคาอาหารดิบสำหรับใช้เลี้ยงผู้ต้องขังในเรือนจำด้วยวิธีกรณีพิเศษ หลายพื้นที่ และพบว่าสหกรณ์และสมาชิกสหกรณ์มิได้ดำเนินกิจการเกี่ยวกับอาหารดิบ (อาหารดิบเป็นรายสิ่งและเครื่องปรุง) และมีพฤติการณ์บางประการที่อาจเข้าข่ายความผิดในการตกลงร่วมกันในการเสนอราคาเพื่อให้ประโยชน์แก่ผู้หนึ่งผู้ใดเป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐโดยหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคา อย่างเป็นธรรม และมีเงินที่ได้จากการกระทำความผิดเกิดขึ้น จึงได้อายัดเงินดังกล่าวไว้ และมีการเรียกผู้เกี่ยวข้องมารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว ส่วนเอกสารที่ผู้ร้องยื่นต่อกรมเพื่อขอความเป็นธรรมก็มีการมอบให้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษรับไว้ประกอบการพิจารณาดำเนินการด้วยแล้ว

Advertisement

3. ประเด็นเกี่ยวกับการอายัดเงินของสหกรณ์นั้น ผู้บริหารสหกรณ์ได้เข้าพบผู้บริหารกรมสอบสวนคดีพิเศษเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2561 เพื่อรับฟังคำชี้แจงแนวทางการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สิน
ที่อายัด โดยผู้บริหารสหกรณ์เข้าใจและยอมรับในเหตุผลที่มีการดำเนินคดีอาญาและการอายัดเงินในส่วนการจัดหาอาหารดิบของปีงบประมาณ พ.ศ.2559 แต่ขัดข้องในกรณีที่ถูกอายัดเงินในปีงบประมาณ พ.ศ.2560 จำนวน 200 ล้านบาท โดยให้เหตุผลว่าพนักงานสอบสวนคดีพิเศษยังไม่ได้ดำเนินคดีกับสหกรณ์ในเรื่องดังกล่าว เนื่องจากกรมราชทัณฑ์ไม่ร้องทุกข์ดำเนินคดีกับสหกรณ์ ซึ่งในส่วนนี้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้มีคำสั่ง
เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560 ท้ายบันทึกรายงานผลการประชุมร่วมกับตัวแทนสหกรณ์ ให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ดำเนินการรายงานข้อเท็จจริง และประสานงานกับฝ่ายกฎหมายของกรมราชทัณฑ์แล้ว

4. สำหรับประเด็นที่ระบุว่า สหกรณ์ได้ยื่นฟ้องผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว และอ้างว่าศาลรับฟ้องแล้วเป็นเหตุให้หมดความชอบธรรมในการปฏิบัติหน้าที่
โดยมีภาพรายงานกระบวนพิจารณาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ฉบับลงวันที่20 กุมภาพันธ์ 2561 ที่สหกรณ์การเกษตรวิเศษชัยชาญ จำกัด ฟ้องผู้บริหารและคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ
ที่ดำเนินคดีในเรื่องนี้ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบนั้น ปรากฏเพียงว่าศาลรับคำฟ้องไว้และกำหนดให้นัดไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 5 มิถุนายน 2561 เพื่อพิจารณาว่าฟ้องของโจทก์มีมูลพอที่
จะรับไว้พิจารณาคดีหรือไม่เท่านั้น ซึ่งเป็นกระบวนการปกติ ไม่ได้หมายความว่าผู้ถูกฟ้องเป็นผู้กระทำความผิดตามที่ผู้ร้องเข้าใจและเห็นว่าหมดความชอบธรรม ไม่เช่นนั้นเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐดำเนินคดีอาญากับผู้ใด ผู้นั้นก็ยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐต่อศาลและทำให้หมดความชอบธรรมทุกกรณี ก็จะเกิดความเสียหายต่อราชการ อย่างไรก็ตาม ก็เป็นหน้าที่ของผู้ปฏิบัติงานที่จะแถลงหรือแสดงข้อเท็จจริงให้ศาลทราบถึงการปฏิบัติหน้าที่ และเป็นดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณาและให้ความเป็นธรรมต่อไป จึงชี้แจงมาเพื่อทราบ