หน้าแรก ในประเทศ วงเสวนาจี้ฟื้...

วงเสวนาจี้ฟื้นระบบนิเวศ ชี้เป็นวาระแห่งชาติ คนแห่ร่วมแน่นห้อง เขียนอาลัย ‘เสือดำ’

4.03.18 | 17:11 น.

วันที่ 4 มี.ค.61 เวลา 13.30 น. ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร มีการจัดงาน People and fair เทศกาลคนกับป่าครั้งที่ 2 ประกอบด้วยงานเสวนาหัวข้อ “ฟื้นฟูภูมิทัศน์ป่าไม้ความหวังใหม่ ในการจัดการป่าอย่างยั่งยืน” เปิดงานโดย นายสมศักดิ์ สุขวงค์ ผู้ก่อตั้งศูนย์วนศาสตร์ชุมชนเพื่อคนกับป่า ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศในงานมีผู้เข้าร่วมฟังเป็นจำนวนมาก อีกเผยทั้งมีการออกร้านขายสินค้าและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ รวมถึงเสื้อยืดรูปเสือดำ มีผู้จับจ่ายอย่างคึกคัก นอกจากนี้ยังมีการเขียนข้อความบนใบไม้ อาทิ “เสือดำต้องไม่ตายฟรี” และข้อความบอกรักป่า เป็นต้น

นางสาววรางคณา รัตนรัตน์ ผู้อำนวยการแผนงานประเทศไทย ศูนย์วนศาสตร์ชุมชนเพื่อคนกับป่า (RECOFTC – Thailand ) กล่าวว่า ปัจจุบัน สถานการณ์พื้นที่ป่าเหลือเพียง 31. 40 ของพื้นที่ทั้งหมด การฟื้นฟูระบบนิเวศจึงกลายเป็นวาระแห่งชาติ ทำให้ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่ของคนเพียงคนเดียว แต่เป็นของทุกคน รวมถึงภาคส่วนรัฐ การสร้างพื้นที่ป่าให้เพิ่มขึ้น การให้ความรู้แก่ประชาชน มีแผนข้อมูลที่ชัดเจนเพื่อให้เข้าใจกายภาพของป่า และอาศัยกระบวนการฟื้นฟูภูมิทัศน์ป่า หรือ Forest Landscape Restoration (FLR) ซึ่งหมายถึงการการส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้คนในพื้นที่ภูมิทัศน์ที่มีพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ที่ไม่ใช่แค่การปลูกต้นไม้ แต่เป็นการปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ให้ตอบสนองความต้องการและมีประสิทธิภาพ

นางสาวปราณิศา บุญค้ำ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ด้วยผังเมืองที่ไม่ได้รับการวางให้เอื้อต่อการทำให้เป็นป่าในเมือง และพื้นที่สีเขียวมากนัก และพื้นที่สาธารณะโดยส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เพียงพอต่อการปลูกต้นไม้ หรือทำให้เป็นพื้นที่สีเขียว การเพิ่มพื้นที่สีเขียว จึงควรเพิ่มไปความสนใจกับภาครัฐบาลที่มีพื้นที่ แต่ไม่สามารถทำให้ประชาชนเข้าไปใช้สอยพื้นที่อย่างเต็มที่ ซึ่งต่างจากภาคเอกชนที่หันนำมาพื้นที่ ตึก อาคาร มาเพิ่มพื้นที่สีเขียวมากขึ้น

นายเดชรัตน์ สุขกำเนิด หัวหน้าภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า หากต้องการฟื้นฟูป่าไม้ในเมืองไทย ควรจะแก้ไขปัญหาด้านการเกษตร ที่มองเฉพาะผลผลิตระยะสั้น สวัสดิการที่ไม่ได้มองแค่เรื่องเงิน และทรัพยากรป่าไม้ที่ไม่ได้มองแค่เป็นที่ดิน

Advertisement

“ภาครัฐควรนำพื้นที่ของตนนำมาเพิ่มมูลค่าที่ดินที่ใกล้กับพื้นที่สีเขียวมาทำเป็นเมืองเศรษฐกิจ สิ่งที่ตามมาคือเทศบาลสามารถเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น ซึ่งต่างจากต่างประเทศมองในแง่นี้ว่าเป็นการลงทุน แต่ประเทศไทยกลับมองเป็นรายจ่าย ยกตัวอย่างสวนหลวง ร.9 ที่แต่ก่อนเป็นพื้นที่ห่างไกล แต่ปัจจุบันเป็นพื้นที่ที่มูลค่าเพิ่มขึ้น โดยผู้ได้ประโยชน์ก็คือชาวบ้านประชาชน รวมไปถึงสุขภาพที่จะได้จากป่า” นายเดชรัตน์กล่าว

นายวิจิตร พนาเกรียงไกร กรรมการเครือข่ายลุ่มน้ำแม่ละอุป กล่าวว่า ป่าในส่วนเมืองหรือป่านอกเมืองนั้นมีส่วนสำคัญและเชื่อมโยงกันหมด โดยปัญหาในพื้นที่ของตนคือการจัดการป่าในพื้นที่ แต่เมื่อนายทุนเข้ามา ทำให้ความอุดมสมบูรณ์น้อยลง ชาวบ้านเดือดร้อน เกิดการแย่งน้ำทำการเกษตร ในส่วนแรกของการแก้ไขปัญหาโดยมีการรวมตัวของชาวบ้าน 5 หมู่บ้านในตำบลแม่ละอุป โดยแบ่งพื้นที่เป็น 3 ส่วนคือ ป่าต้นน้ำ ป่าใช้สอย ป่าธรรมดา โดยจะไม่มีการบุกรุกป่าต้นน่ำและป่าธรรมดา ซึ้งหลังจากดำเนินการแก้ปัญหา เกิดผลรูปธรรมคือพื้นที่ป่าคืนมาและปริมาณของน้ำเพิ่มขึ้น

นายคมกฤช ตระกูลทิวากร นักธุรกิจเพื่อสังคมจากบริษัทหนึ่งสี่หนึ่ง กล่าวว่า ในส่วนของธุรกิจของตนที่มีแนวคิดรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยจึงเลือกสรรวัตถุดิบที่มือสองที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์แล้ว หรือไม้ต้นยางที่ไม่มีน้ำมาผลิต โดยการออกแบบของเล่นบางชิ้นที่สามารถแยกชิ้นได้ และนำส่วนนั้นไปบริจาค เป็นการเปิดโอกาสกับเด็กในพื้นที่ห่างไกล