ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากกรมปศุสัตว์ประกาศเขตโรคระบาดพิษสุนัขบ้าไปแล้ว 13 จังหวัด ซึ่งถูกจัดเป็นพื้นที่สีแดง เพราะอยู่ในขั้นน่าเป็นห่วงคือ จังหวัดสุรินทร์ ชลบุรี สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา น่าน บุรีรัมย์ อุบลราชธานี เชียงราย ร้อยเอ็ด สงขลา ระยอง ตาก และศรีสะเกษ นอกจากนี้ ยังต้องเฝ้าระวังโรคระบาดพิษสุนัขบ้าในอีก 42 จังหวัด ซึ่งจัดให้อยู่ในพื้นที่สีเหลือง ปรากฏว่าในสังคมออนไลน์มีการแชร์ข้อมูลถึงปัญหาการตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ว่ามีการทักท้วงการใช้วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เนื่องจากไม่ใช่ภารกิจของท้องถิ่น และหากทำจะขัดต่อกฎหมายจนส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักการซื้อวัคซีนฉีดสุนัขเพื่อป้องกันโรค จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุของการเพิ่มขึ้นของโรคพิษสุนัขบ้าหรือไม่
ล่าสุด วันที่ 5 มีนาคม นสพ.พรพิทักษ์ พันธ์หล้า หัวหน้ากลุ่มโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคน สำนักโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า สถานการณ์โรคเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เห็นได้จากช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ปี 2561 พบหัวสุนัขที่มีเชื้อบวกหรือเชื้อพิษสุนัขบ้าสูงกว่าช่วงเดียวกันของปี 2560 ถึง 2 เท่า อย่างปี 2560 เฉพาะเดือนมกราคมพบหัวสุนัขเชื้อบวกจำนวน 81 ตัว ส่วนเดือนกุมภาพันธ์ปี 2560 พบหัวสุนัขเชื้อบวก 79 ตัว ส่วนปี 2561 ในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์พบหัวสุนัขมีเชื้อบวกจำนวน 155 และ 160 ตัว ตามลำดับ ซึ่งจำนวนที่เพิ่มขึ้น แสดงว่ามีการค้นหามากขึ้น ประกอบกับปัญหาเรื่องการฉีดวัคซีนในสุนัขมีข้อจำกัด ทำให้พบมากขึ้นด้วย ทั้งนี้ องค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศจะประกาศว่าพื้นที่ไหนเสี่ยงน้อยเสี่ยงสูง ซึ่งหากเสี่ยงน้อยก็จะแนะนำให้ฉีดวัคซีนในสัตว์เพื่อป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้ทุก 3 ปี แต่หากประเทศไหนเสี่ยงสูงต้องฉีดวัคซีนทุกปี ซึ่งประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง แต่ที่ผ่านมาก็ติดขัดเรื่องวัคซีน
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีข้อจำกัดในการฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าของท้องถิ่น เพราะถูก สตง.ทักท้วงห้ามใช้งบในการสั่งซื้อวัคซีน เพราะไม่ใช่ภารกิจ นสพ.พรพิทักษ์กล่าวว่า เดิมที สตง.มองเช่นนั้นจริง อาจเพราะไม่เข้าใจตัวกฎหมายที่มุ่งเน้นให้หลายภาคส่วนช่วยกันขจัดปัญหาโรคพิษสุนัขบ้าให้หมดไป โดยเข้าใจว่าเป็นการทำงานซ้ำซ้อน อย่างไรก็ตาม ล่าสุดในปี 2561 สำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทยได้ผลักดันจนมีประกาศให้ท้องถิ่นสามารถซื้อวัคซีนมาฉีดในสุนัขเพื่อป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้
“แม้ขณะนี้จะผ่อนคลายลงได้ แต่ก็ยังต้องสร้างความตระหนักให้กับบุคลากรในพื้นที่ที่ยังไม่เข้าใจ และยังมองว่าไม่ใช่หน้าที่ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องเป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนในการช่วยเหลือกัน ไม่ใช่แค่ในส่วนของการฉีดวัคซีนในสุนัขหรือแมวเท่านั้น แต่ในส่วนของคนที่ถูกกัดก็ต้องฉีดวัคซีนให้ครบด้วย เพราะข้อมูลปี 2560 พบเสียชีวิตไป 11 ราย แต่มีเพียง 1 รายที่ฉีดวัคซีน แต่ฉีดไม่ครบ ซึ่งเรื่องนี้สำคัญมาก เพราะหากติดเชื้อแล้วไม่ฉีดวัคซีน หรือฉีดไม่ครบ ก็ต้องเสียชีวิต 100 เปอร์เซ็นต์” นสพ.พรพิทักษ์กล่าวและว่า นอกจากนี้ คนเลี้ยงสุนัขก็ต้องมีความรับผิดชอบ ต้องเลี้ยงแบบปิด และพาไปฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าด้วย เนื่องจากข้อมูลที่ผ่านมาจากการตรวจสอบหัวสุนัขที่มีเชื้อบวก พบว่าเป็นสุนัขเลี้ยงถึงร้อยละ 54.87 เป็นสุนัขจรจัด ร้อยละ 35.8 นอกนั้นไม่ทราบประวัติ
นสพ.พรพิทักษ์กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาก็มีความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ เมื่อพบพื้นที่ไหนเสี่ยงก็จะมีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ไปเคาะประตูบ้านต่างๆ เพื่อค้นหาผู้สัมผัสโรคและสัตว์เลี้ยงมารับวัคซีน ที่สำคัญ รัฐบาลยังมีคำสั่งที่ 214/51 มีการตั้งอนุกรรมการต่างๆ ในการทำงานตามโครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธานศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี โดยมีพระปณิธานให้ประเทศไทยปลอดโรคพิษสุนัขบ้าในปี 2563 ตามพันธสัญญากับองค์การอนามัยโลก

