เมื่อวันที่ 6 มีนาคม นายคำรณ โกมลศุภกิจ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ในฐานะประธานคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง การจัดเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสีย (ฉบับที่…) พ.ศ…. เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการวิสามัญฯ ว่า ข้อบัญญัติการจัดเก็บค่าบำบัดน้ำเสียเคยมีมาแล้วเมื่อปี 2547 แต่ไม่มีผลบังคับใช้ เนื่องจากไม่มีกฎหมายลูกมารองรับ เบื้องต้น ได้เขียนไว้ตามหลักการเป็นภาพกว้าง อาทิ การจัดเก็บค่าบำบัดน้ำเสียในพื้นที่ 8 โซนครอบคลุม 21 เขต แต่รายละเอียดว่าจะจัดเก็บอัตราเท่าไหร่นั้น ผู้ว่าฯกทม.จะต้องเป็นผู้ออกระเบียบและประกาศ กทม.บังคับใช้ ทำให้สภา กทม.ชุดปัจจุบันได้ตั้งคณะกรรมการวิสามัญฯ พิจารณาเรื่องน้ำเสีย จึงเสนอไปยังฝ่ายบริหาร กทม.ให้พิจารณา ต่อมาได้เสนอร่างข้อบัญญัติกทม.สู่สภา กทม.วาระแรก จึงได้รับหลักการดังกล่าว โดยฝ่ายบริหารเสนอแก้ร่างบัญญัติเดิมเฉพาะส่วน ใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1.การแบ่งประเภทแหล่งกำเนิดน้ำเสีย แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1.บ้านเรือน ที่อยู่อาศัย ในอัตราไม่เกิน 2 บาทต่อลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) 2.หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ มูลนิธิ สถานศึกษาและสถานที่ประกอบธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่ใช่โรงงาน ในอัตราไม่เกิน 4 บาทต่อ ลบ.ม. และ 3.โรงแรม โรงงาน หรือสถานประกอบการขนาดใหญ่ อัตราไม่เกิน 8 บาทต่อ ลบ.ม.
นายคำรณกล่าวว่า 2.การกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสียในแหล่งกำเนิดร้อยละ 80 เดิมกำหนดค่าธรรมเนียมร้อยละ 100 ของน้ำประปาที่ใช้ เพราะเห็นว่าไม่ยุติธรรม และ 3.การบรรจุมาตราในกรณี กทม.ต้องการจ้างเอกชนเก็บค่าธรรมเนียม ซึ่งตามกฎหมายได้เปิดโอกาสให้จ้างเอกชนจัดเก็บแทนได้ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการเจรจรกับการประปานครหลวง (กปน.) อย่างต่อเนื่องเพื่อให้เป็นผู้จัดเก็บ จนบัดนี้ยังไม่มีข้อสรุป ทั้งนี้ สาระสำคัญของร่างพิจารณาคาดแล้วเสร็จภายหลังการประชุมอีก 1 ครั้งในวันที่ 22 มีนาคมนี้ อย่างไรก็ตาม ตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ ระบุว่าการออกกฎหมายทีมีผลกระทบต่อประชาชน ต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน เมื่อร่างข้อบัญญัติแล้วเสร็จ ฝ่ายบริหารต้องเป็นผู้ดำเนินการส่วนนี้ เบื้องต้น ได้รับรายงานว่า กทม.จะว่าจ้างสถาบันการศึกษาที่มีความเชี่ยวชาญดำเนินการ ก่อนส่งร่างข้อบัญญัติเห็นชอบต่อสภา กทม.ในวาระต่อไป และขอความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.)
“การพิจารณาร่างข้อบัญญัติฯ ได้เขียนระบุชัดเจนเพื่อไม่ให้ข้อบัญญัติค้างเหมือน 14 ปีที่ผ่านมาว่า ข้อบัญญัติฯฉบับนี้จะบังคับใช้เมื่อพ้น 180 วันนับจากประกาศเพื่อให้ฝ่ายประจำเตรียมการ รวมถึงกำหนดไว้ให้ผู้ว่าฯกทม.ประกาศหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข เรื่องค่าธรรมเนียม ยกเว้นค่าธรรมเนียม กำหนดพื้นที่ สถานที่บำบัดน้ำเสีย ให้ผู้ว่าฯกทม.ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปีนับแต่ข้อบัญญัติมีผลบังคับใช้ คาดบังคับใช้ได้ภายในปี 2562 หากมีผลบังคับใช้คาด กทม.จะมีรายได้เพิ่มขึ้น 900 ล้านบาท” นายคำรณกล่าว
ด้านนางสุทธิมล เกษสมบูรณ์ รองผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ กล่าวว่า สำหรับการกำหนดอัตราค่าน้ำเสียสำนักการระบายน้ำได้ศึกษารายละเอียดมาแล้วระดับหนึ่ง รวมถึงได้นำเอกสารประกอบของเทศบาลท้องถิ่นอื่นมาประกอบเป็นเพดานการจัดเก็บในอัตราที่ต่ำที่สุด ส่วนผู้ว่าฯกทม.จะไปหารือกับฝ่ายกฎหมายเพื่อประกาศใช้อย่างไร ต้องจัดเก็บไม่เกินเพดานกำหนดดังกล่าว ส่วนกระบวนการสำรวจความคิดเห็นอยู่ระหว่างวางกรอบแนวคิดให้เป็นไปตามระเบียบของสำนักนายกรัฐมนตรี คาดใช้เวลาอย่างน้อย 3 เดือนขึ้นไป สุดท้ายการจ้างเอกชนเข้ามาดำเนินการนั้นกฎหมายได้กำหนดไว้อยู่แล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลวิธีการทำใบเสร็จหรือบิล โดยนำตัวอย่างการเก็บค่าไฟของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และค่าน้ำประปาของ กปน.มาเป็นตัวอย่าง เพราะอยากให้ กทม.มีระบบการจัดเก็บอย่างเป็นระบบระเบียบ ไม่ใช่ทำใบเสร็จเป็นกระดาษ

