เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 7 มีนาคม ที่สน.ห้วยขวาง พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบช.ทท. พล.ต.ต.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบก.สปพ. พ.ต.อ.นิธิธร จินตกานนท์ รองผบก.สปพ. พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รอง ผบก.ทท.1 บช.ทท. พ.ต.อ.ศารุต แขวงโสภา รอง ผบก.ทท.1 และพ.ต.อ.พนัญชัย ชื่นใจธรรม รอง ผบก.ทท.2 ร่วมกันแถลงจับกุมนายโก เต็ก ชวน อายุ 50 ปี สัญชาติสิงคโปร์ ผู้ต้องหาคดีฉ้อโกง หลังก่อเหตุหลอกน.ส.สิน เฉียว ฉิน อายุ 33 ปี สัญชาติจีน โดยผู้ต้องหาอ้างกับผู้เสียหายว่าสามารถทำบัตรประชาชนเป็นคนไทยได้แต่ต้องเสียเงินค่าดำเนินการจำนวน 800,000 บาท ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงมอบเงินให้ เหตุเกิดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2559 ต่อมาผู้เสียหายไม่ได้บัตรประชาชน จึงเข้าแจ้งความที่สน.ห้วยขวาง เมื่อเดือนสิงหาคม 2560 โดยตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งใน ต.แสนสุข อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามผู้เสียหายที่มาแจ้งความกับทางสน.ห้วยขวางนั้น เป็นคนจีนที่อยู่ในไทยอย่างถูกกฎหมายกำลังทำเรื่องขอบัตรประชาชนสัญชาติไทยใหม่ ต้องใช้เวลาในการทำเรื่อง แต่ผู้ต้องหาอ้างว่าสามารถทำบัตรประชาชนให้ด้วยระยะเวลาที่เร็ว ผู้เสียหายจึงหลงเชื่อ

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2560 เวลา 12.30 น. มีกลุ่มชายฉกรรจ์อ้างตัวเป็นคนมีสีจำนวน 9 คน มีทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือน ใช้รถยนต์จำนวน 4 คัน ได้บุกเข้าไปควบคุมตัว เจ้าของบริษัทนำเที่ยวแห่งหนึ่ง(นายสุรชัย แซ่ย่าง ) ซึ่งเป็นเจ้าของสายการบินน้องใหม่ ย่านถนนนวลจันทร์ โดยอ้างว่าเป็นการควบคุมตัวในคดีความมั่นคง ก่อนจะนำผู้เสียหายไปพบกับนายทหารยศพลตรี โดยมีการเรียกเงินจำนวน 20 ล้านบาท แต่ต่อรองเหลือ 2 ล้านบาท สามารถรีดเอาทรัพย์สินได้ 1 ล้านบาท ต่อมาตำรวจสืบสวนจนจับกุมผู้ต้องหาได้ยกแก๊ง หนึ่งในนั้นคือนายโก เต็ก ชวน ทางผู้ต้องหาได้รับการประกันตัวและหลบหนีกลับประเทศสิงคโปร์ไป ก่อนจะเดินทางกลับมาประเทศไทย
พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนั้นตรวจสอบพบว่ามีผู้เสียหายถูก นายโก เต็ก ชวน สัญชาติสิงคโปร์ หลอกลวงว่าสามารถช่วยเหลือวิ่งเต้นคดีกับเจ้าพนักงานได้ ผู้เสียหายแจ้งความไว้แล้วที่ สน.ห้วยขวางและสน.วังทองหลาง โดย สน.ห้วยขวาง ขออนุมัติต่อศาลออกหมายจับ ศาลออกหมายจับที่ จ.448/2560 ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2560 จากการสืบสวนทราบว่านายโก เต็ก ชวน ได้หลบหนีมากบดานอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในจ.มุกดาหาร จึงเดินทางไปตรวจสอบที่โรงแรมดังกล่าวแต่ไม่พบผู้ต้องหา พบเพียงสิ่งของและรถยนต์ของผู้ต้องหา จึงสืบสวนติดตามจนจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ที่จ.อุบลราชธานี จากการตรวจสอบพบหมายจับค้างเก่า และยังพบว่าผู้ต้องหาอยู่ในประเทศไทยแบบโอเวอร์สเตย์(อยู่เกินกฎหมายกำหนด 49 วัน ) เชื่อว่าผู้ต้องหากลับมาน่าจะหาลู่ทางก่อเหตุกระทำผิดในไทยอีก จึงสืบสวนจับกุมได้ ก่อนนำส่งพนักงานสอบสวนสน.ห้วยขวาง แจ้งข้อหาฉ้อโกง และอยู่ในราชอาณาจักรเกินกว่าที่ระยะเวลากำหนดดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

