เมื่อวันที่ 7 มีนาคม ที่หอประชุมสยามสมาคมในพระราชูปถัมภ์ มีการจัดเสวนาพิทักษ์มรดกสยาม เรื่อง “การค้า คุณค่า ย่านเก่า” โดยมี นายพัฒนา สิทธิสมบัติ ประธานคณะกรรมการเพื่อโครงการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจหอการค้า 10 จังหวัดภาคเหนือ, นางสุกัลยา ปัณฑะจักร์ ผอ.กลุ่มงานจัดการสิ่งแวดล้อมศิลปกรรม สำนักการจัดการสิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรม, ดร.ชูวิทย์ มิตรชอบ รอง ผอ.องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน), นางสุวารี วงศ์กองแก้ว ผู้อำนวยการหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ และ นพ.บัญชา พงษ์พานิช กรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการบริหารหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ร่วมเสวนา ดำเนินการเสวนาโดย ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ผอ.ศูนย์ข่าวสารสันติภาพ คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ซึ่งบรรยากาศภายในงานมีผู้สนใจรับฟังเต็มห้อง
นายพัฒนากล่าวว่า เมื่อมองถึงมรดกทางวัฒนธรรม ซึ่งรัฐเอกชน ชุมชน มองกันคนละมุม ถ้ากำหนดพื้นที่พิเศษว่าอะไรคืออาชีพของคนในท้องถิ่น จะจัดการอย่างไรให้ไม่กลายเป็นทำลาย ไม่ผิดกับคนในพื้นที่ ให้โอกาสคนในพื้นที่อย่างไร ต้องมี Location Driven Strategy คือชุมชนและวัฒนธรรม ต้องสถานที่ ภาษา การแต่งกายที่เป็นจุดเด่น หน่วยงาน รัฐท้องถิ่น เอกชน การทำธุรกิจที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์
นางสุกัลยาให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันชุมชนเก่าถูกปรับเปลี่ยนและเกิดปัญหาหลายอย่าง ไม่ว่าจากในชุมชนเอง ภาครัฐ หรือเอกชนที่เข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตชุมชน อยากเสนอให้มีนโยบายที่ชัดเจน มีหน่วยงานหลักรับรอง การดำเนินงานมีกลไกประสานงานบูรณาการให้เกิดการขับเคลื่อน และมีกลไกทางกฎหมาย
ด้าน ดร.ชูวิทย์กล่าวว่า การท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมที่เปราะบางมาก ถ้าคนในชุมชนทิ้งอาชีพเดิมไปทำการท่องเที่ยวอย่างเดียว วันหนึ่งเศรษฐกิจตกต่ำ จะเกิดปัญหา คนในชุมชนไม่สามารถกลับไปทำอาชีพเดิมได้ สมควรที่จะเป็นอาชีพเสริม จึงนำมาซึ่งความยั่งยืน
นางสุวารีกล่าวว่า อย่างในตัวเมืองเชียงใหม่ตอนนี้เมื่อเทรนด์การท่องเที่ยวเปลี่ยนไป จากการท่องเที่ยวที่กระจุกตัวอยู่ในที่สำคัญอย่างวัด กลายเป็นการท่องเที่ยวทั้งเมือง ทำให้เนื้อเมืองเปลี่ยนไปด้วย ตอนนี้นักท่องเที่ยวกระจัดกระจายเต็มเมือง ดีตรงที่มีการกระจายเศรษฐกิจ แต่เสียตรงที่หน่วยงานรัฐอาจจะยังไม่สามารถจัดการในประเด็นที่ว่าการท่องเที่ยวกระจัดกระจายแบบนี้อย่างไร ทำให้ชุมชนเมืองเปลี่ยนไป บางคนปรับตัวได้ บางคนไม่สามารถปรับตัวได้ก็ขายที่ดินหรือย้ายออกไป
และ นพ.บัญชายังบอกด้วยว่า ระบบราชการคาดหวังอะไรไม่ได้ รัฐบาลท้องถิ่นก็คาดหวังไม่ได้อีก จะหามาตราการอะไรต้องเอาพวกขาใหญ่หรือมีอำนาจให้อยู่ และให้สัดส่วนกับคนท้องถิ่นให้มากกว่า
“ไม่มีอะไรเป็นไปตามแผนสักอย่าง ในประเทศนี้ มันจะเป็นไปตามคณะกลุ่มบุคคลบางกลุ่มที่ขับเคลื่อนให้มันเกิดขึ้น เสร็จแล้วก็ทิ้งเมื่อเขาได้ประโยชน์ แล้วคนที่รับกรรมคือคนในท้องถิ่นที่รักและหวงแหนท้องถิ่นของตน” นพ.บัญชากล่าว


