เมื่อเวลา 17.00 น.วันที่ 7 มีนาคม 2561 พล.ต.ท.พูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ได้เดินทางมายัง สภ.เมืองลำปาง เพื่อแถลงผลการสกัด และจับกุมยาเสพติดล็อตใหญ่ ซึ่งเป็นยาบ้า จำนวน 1,702,000 เม็ด และยาไอซน้ำหนัก 20 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 400 ล้านบาท ซึ่งการสกัด และจับกุมดังกล่าว เป็นผลงานการปฎิบัติหน้าที่ปราบปรามของเจ้าหน้าที่ตำรวจใน 2 พื้นที่ของภาคเหนือตอนบน ได้แก่ จ.เชียงราย และ จ.ลำปาง โดยยาเสพติดล็อตแรก จำนวน 751 มัด ยาบ้า 1,502,000 เม็ด และยาไอซ์ น้ำหนัก 20 กิโลกรัม สามารถจับกุมได้เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2561 ที่ห้องพักของโรงแรมแห่งหนึ่งใน ต.ริมกก อ.เมือง จ.เชียงราย โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งจากสายลับมาว่า มีการนำยาบ้าล็อตใหญ่เข้าไปซุกซ้อนไว้ จึงได้เข้าไปตรวจสอบ ก่อนที่จะจับกุมผู้เปิดห้องพักดังกล่าว ทราบชื่อ นายนิธิวัชร์ ศรีบุณยาธนันท์ อายุ 40 ปี ชาว อ.แม่จัน จ.เชียงราย สารภาพนำยาบ้าทั้งหมดซุกในกระสอบ 6 ใบ และวางอยู่ในห้องพัก เตรียมส่งต่อให้กับผู้ที่จะมารอรับ
ส่วนอีกคดีทางเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดลำปาง และ สภ.เมืองลำปาง จับกุมพระสงฆ์ 2 รูป พร้อมคนขับรถยนต์เก๋ง และคนที่นั่งมาด้วย ซึ่งเป็นขบวนการค้ายาเสพติดอีก 2 ราย เป็นชาว จ.เชียงราย และ จ.น่าน พร้อมของกลางยาบ้า 200,000 เม็ด ซึ่งพระสงฆ์หวังร่วมรับเงินส่วนแบ่งค่าจ้าง 400,000 บาท ขนยาบ้าไปส่งที่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี แต่มาถูกจับก่อนที่ปั๊มน้ำมัน ริมถนนซุปเปอร์ไฮเวย์สายลำปาง – งาว – พะเยา ใน ต.พิชัย อ.เมือง จ.ลำปาง หลังได้รับแจ้งจากสายลับว่า จะมีรถยนต์เก๋งสองขับ ซึ่งเป็นรถนำ และรถบรรทุกยาเสพติดผ่านพื้นที่ จ.ลำปาง และใช้พระสงฆ์นั่งมาด้วย เพื่อหวังตบตาเจ้าหน้าที่ กระทั่งสามารถสกัดได้ พร้อมผู้ต้องหา 4 คน ได้แก่ คนขับรถนำ นายสมพร อุสาใจ อายุ 35 ปี ชาว อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย โดยมี พระนฤบดินทร์ หรือ นายนฤบดินทร์ อินคำ อายุ 33 ปี ชาว อ.นาหมื่น จ.น่าน นั่งคู่มาด้วย ส่วนอีกคันเป็นรถที่ซุกซ่อนยาเสพติดบริเวณท้ายรถ คนขับทราบชื่อ นายกิตติ หรือโน้ต อำพุฒ อายุ 18 ปี ชาว ต.สามเสน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร และพระทวีลาภ หรือนายทวีลาภ ปารมี อายุ 43 ปี ชาว อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง ซึ่งเป็นเจ้าสำนักปฎิบัติธรรมทานบารมี ปาระมี ตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้านทุ่งผา ต.วอแก้ว อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง จากการสอบสวนทราบว่าได้รับการติดต่อ เพื่อขนยาบ้ามาจากชาย อายุ 23 ปี ชาว อ.เมือง จ.เชียงราย โดยรับค่าจ้างมาก่อน 30,000 บาท ที่เหลือจะไปรับค่าจ้างทั้งหมดกับคนมารับยาเสพติด

