ป.ป.ท.พบหลักฐานศูนย์คนไร้ที่พึ่งนครพนม ส่อโกง 4 ปม แจกเงินปิดปาก 50-100 บาท แถมสิทธิ์รับเงินช่วยเหลือปีต่อไป เจอชาวบ้านอัดคลิปส่งป.ป.ท. ขยายผลถึงผอ.โรงเรียน ร่วมโกง. พบชาวบ้านจำนวนมากไม่อยากขึ้นศาล เลี่ยงเข้าให้ข้อมูลแฉ
พ.ท. กรทิพย์ ดาโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ( ป.ป.ท. ) พร้อมด้วยชุดปฏิบัติการปราบปรามสำนักงาน ป.ป.ท. ลงพื้นที่ตรวจสอบการทุจริตเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยในพื้นที่จ.นครพนม โดยเฉพาะอำเภอนาหว้า และอำเภอนาทม เนื่องจากได้รับการแจ้งเบาะแสข้อมูลสำคัญที่เป็นหลักฐานซึ่งปรากฏทั้งคลิปภาพและเสียงของเจ้าหน้าที่รัฐร่วมมือกับผู้อำนวยการโรงเรียน เข้ามาเกี่ยวข้องกับการทุจริตเบิกจ่ายเงินของศูนย์คนไร้ที่พึ่งจังหวัดนครพนม ทั้งยังมีพฤติการณ์ที่ส่อกระทำทุจริตโดยนำเงิน 50-100 บาท มอบให้แก่ชาวบ้านเป็นรายบุคคล เพื่อเป็นค่าตอบแทนในการให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ป.ป.ท. เมื่อถูกตรวจสอบ โดยยืนยันว่า ถ้าผ่านการตรวจสอบในครั้งนี้ไปได้ จะนำเงินมาแจกจ่ายคืนให้ จึงขอให้ช่วยกันยืนยันเพื่อช่วยเหลือผู้อำนวยการศูนย์คนไร้ที่พึ่งจ.นครพนม
พ.ท.กรทิพย์. กล่าวว่า. จากการลงพื้นที่ของนายธนวัฒน์ สนิทศักดิ์ดี นักสืบสวนสอบสวนชำนาญการพิเศษ พร้อมเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. กองปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ 5 ระหว่างวันที่ 5-8 มี.ค.ปรากฏข้อเท็จจริงส่อทุจริตรวม 4 ประเด็น ดังนี้ 1 มีการปลอมเอกสารลายมือชื่อในใบรับเงิน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และปลอมลายมือชื่อ ในแบบสำรวจผู้ประสบปัญหาทางสังคม ของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดนครพนม โดยชาวบ้านไม่เคยได้รับเงินสงเคราะห์แต่หลักฐานใบรับเงิน มีการระบุข้อความว่าชาวบ้านมีการรับเงินไปแล้ว. 2 ชาวบ้านยืนยันว่าได้รับเงินครบจำนวน ภายหลังมากลับคำให้การว่า ไม่เคยได้รับเงินตามวันเวลาที่ระบุในใบสำคัญรับเงิน แต่เพิ่งได้รับเงิน 1,000 บาท เมื่อกลางเดือนก.พ.ที่ผ่านมา หรือภายหลังป.ป.ท.เข้าตรวจสอบและพบหลักฐานความผิดในหลายจังหวัด. ทำให้แกนนำใน จ.นครพนมเรียกประชุมซักซ้อมชาวบ้านช่วงปลายเดือนก.พ.ให้ตอบคำถามเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. ไปในแนวทางเดียวกันว่าลงชื่อจริง รับเงินจริง
“หลังจากนั้นชาวบ้านที่เคยมาให้ถ้อยคำแล้ว หรือที่ยังไม่ได้มาให้ถ้อยคำตระหนักในสิทธิของตนและมีความเข้าใจในเจตนารมณ์ของป.ป.ท.ที่ต้องการตรวจสอบข้อเท็จจริงและปราบปรามการทุจริตเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่โกงเงินสงเคราะห์ช่วยเหลือผู้ยากไร้และไร้ที่พึ่งซึ่งทำให้ประชาชนผู้ยากไร้ได้รับความเดือดร้อน ชาวบ้านจึงเปลี่ยนใจและให้ความร่วมมือ โดยให้ข้อเท็จจริงซึ่งเป็นประโยชน์เป็นอย่างมาก พร้อมมอบพยานหลักฐานเป็นคลิปเสียงและคลิปวีดีโอบันทึกภาพเคลื่อนไหวของแกนนำ. ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในสังกัดหน่วยงานอื่น ที่ซักซ้อมให้ชาวบ้านตอบคำถามเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. เพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดนครพนม โดยเสนอว่าจะตอบแทนชาวบ้านในโอกาสต่อไป”พ.ท.กรทิพย์กล่าว

ประเด็นที่ 3 ชาวบ้านยืนยันว่า ศูนย์ฯให้ลงชื่อโดยไม่ทราบว่าในลงชื่ออะไรและให้รับรองสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน แต่ได้รับเงินค่าลงชื่อในเอกสาร 50 -100 บาท แต่นำใบสำคัญรับเงินที่ชาวบ้านลงชื่อ ไปประกอบในการเบิกเงินกว่าหลายครั้ง คนละ 5,000 บาท. ประเด็นที่ 4 มีการจ่ายเงินล่าช้า ใบรับเงินระบุวันที่จ่ายในปี 59 และ 60 แต่ชาวบ้านเพิ่งได้รับเงิน โดยมีเจ้าหน้าที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ติดต่อให้มารับเงินเมื่อประมาณกลางเดือนก.พ.61 ซึ่งทุกรายจะมีการรับเงินภายหลังมีข่าวการโกงเงินไร้ที่พึ่ง
จากการตรวจสอบฎีกาเบิกจ่าย GFMIS พบว่า เงินออกวันที่ตามปรากฏในใบรับเงิน แต่เพิ่งมีการจ่ายเงินให้ชาวบ้าน ภายหลังจากวันที่ดังกล่าว ถึง 8 เดือน และมีทั้งจ่ายเงิน ข้ามปีงบประมาณ ซึ่งเป็นความผิดชัดเจน ฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อีกด้วย นอกจากความผิดดังกล่าวแล้ว ยังอาจเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปลอมเอกสาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 และความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานรับรอง เป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162
พ.ท.กรทิพย์ กล่าวอีกว่า นอกจากการตรวจสอบเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในสังกัดกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการแล้ว ป.ป.ท.จะขยายผลไปยังเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในสังกัดหน่วยงานอื่น เช่น ผู้อำนวยการโรงเรียน ซึ่งร่วมกระทำทุจริตกับเจ้าหน้าที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดนครพนมต่อไป ทั้งนี้ เพื่อให้โกงรายเก่าต้องหมดไป โกงใหม่ต้องไม่เกิด ไม่เปิดโอกาสให้โกง และเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการปราบปรามการทุจริตเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยขณะนี้ยังมีชาวบ้านจำนวนมากที่ไม่กล้าเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับการทุจริต ของเจ้าหน้าที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งฯ เนื่องจากเกรงว่าคราวหน้าจะไม่ได้รับการสงเคราะห์ช่วยเหลือใดๆ จากศูนย์ฯ อีกทั้ง เกรงว่าจะได้รับความเดือดร้อนหากเข้ามายุ่งเกี่ยวกับกรณีการทุจริต และที่สำคัญที่ชาวบ้านกลัวมากคือไม่อยากขึ้นศาล

