พระองค์ติ๊ด ทรงปล่อย อั่งเปาละมั่งหลอดแก้ว ป่าสลักพระ ออกลูกหลานแล้ว 5 คลอก(ชมคลิป)

10.03.18 | 18:23 น.

ผู้สื่อรายงานว่า ระหว่างวันที่ 8-9 มีนาคม สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) นำสื่อมวลชน ลงพื้นที่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี เพื่อดูเรื่องการจัดการสัตว์ป่าในพื้นที่ โดย นส.กาญจนา นิตยะ ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กล่าวว่า พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ มีการจัดการสัตว์ป่าในหลายมิติ ทั้งการอนุรักษ์ดูแลสัตว์ในป่า การจัดการสัตว์ โดยเฉพาะช้างป่าที่ออกจากป่ามากระทบกระทั่งกับชาวบ้านที่อยู่ใกล้ป่า ซึ่งถือว่าพื้นที่นี้มีการจัดการเรื่องดังกล่าวนี้ได้ดีพอสมควรเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่นๆ นอกจากนี้ก็มทีการปล่อยสัตว์ป่าคืนสู่ธรรมชาติ โดยที่ผ่านมามีการปล่อยละมั่งกลับคืนสู่ป่า เมื่อราว 6 ปีก่อน และปรากฏว่า ถึงวันนี้ ละมั่งได้กระจายพันธุ์ เจริญเติบโตในป่า มากกว่า 100 ตัว จากเดิมที่ก่อนหน้านี้ ละมั่งถือเป็นสัตว์ป่าชนิดหนึ่งที่อยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์

ไพฑูรย์ อินทบุตร

นายไพฑูรย์ อินทบุตร หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2554 กรมอุทยานแห่งชาติ ได้รับพระกรุณาธิคุณจาก พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ เสด็จพระดำเนินมายังเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระและทรงปล่อยละมั่ง กับเนื้อทรายและสัตว์ป่าอื่นๆเข้าสู่ป่า จำนวน 70 ตัว ในจำนวนนี้ก็มีละมั่งพันธุ์ไทย ที่ได้รับการผสมเทียมในหลอดแก้วตัวแรกของโลกชื่อ อั่งเปา เป็น 1 ในละมั่งที่ทรงปล่อยด้วย

นายไพฑูรย์ กล่าวว่า กระทั่งวันนี้ เป็นเวลา 7 ปีแล้ว อั่งเปา และเพื่อนละมั่งตัวอื่นๆถูกปล่อยคืนสู่ป่า และขยายพันธุ์ มีลูก มีหลาน โดยอั่งเป่านั้น ให้ลูกมาแล้วถึง 5 คลอกด้วยกัน ให้ปีละ 1 ตัว ทั้งนี้ ละมั่งจะตั้งท้องคราวละ 8 เดือน โดยลูกของอั่งเปาทุกตัวแข็งแรงทั้งหมด แต่ตัวแรก น่าเสียดายว่าถูกงูกัดตายเสียก่อน ส่วนอีก 4 ตัวนั้น เวลานี้ต่างก็ให้ลูกสืบทอดถือเป็น รุ่นที่ 3 แล้ว

Advertisement

“เวลานี้ พื้นที่ป่าสลักพระมีปริมาณละมั่งพันธุ์ไทยอาศัยอยู่มากกว่า 100 ตัว จากเดิมที่พระองค์ท่านทรงปล่อยเมื่อ 7 ปีก่อน ได้กระจาย และฝูงออกไปมากกว่าเดิม บางฝูงออกไปไกลจากจุดเดิมกว่า 20 กิโลเมตร เนื่องจากพื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีทุ่งหญ้า และป่าไผ่ ซึ่งเป็นบริเวณที่ฝูงละมั่งใช้เป็นที่หากิน ซึ่งจากการเดินสำรวจ และเฝ้าสังเกต จากการเก็บภาพถ่าย พบว่า ละมั่งในป่าสลักพระนั้น ค่อนข้างแข็งแรง สุขภาพภาพดี สังเกตจากการเปรียบเทียบการเจริญงอกงามของเขาในละมั่งตัวผู้ ที่พบว่า งอกงาม แข็งแรงมากขึ้นทุกปี”นายไพฑูรย์ กล่าว

เมื่อถามว่า ในส่วนของอั่งเปา ละมั่ง ทรงปล่อยนั้น เป็นอย่างไรบ้าง ทราบว่า เป็นละมั่ง ที่ค่อนข้างเชื่อง จริงหรือไม่ นายไพฑูรย์ กล่าวว่า ความจริงแล้ว ไม่อยากให้สัตว์ป่าตัวไหนเชื่อง หรือเข้ามาใกล้ชิดกับคนเลย แต่ในส่วนของอั่งเปานั้น ตอนกลางวันก็จะออกไปหากินในป่า แต่พอตกเย็นก็จะกลับมานอนที่บริเวณหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยสะด่อง ซึ่งเป็นที่พักของเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระทุกวัน

“เจ้าหน้าที่เรียกชื่อ อั่งเปา เขาก็เดินมาหา แต่จะไม่ยอมให้จับตัว ผมก็ได้บอกไว้ว่าให้ดูแลได้ แต่อย่าให้อาหาร เพราะเดี๋ยวเขาจะไม่ยอมหาอาหารเองในป่า ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ไม่มีใครเคยให้อาหารอั่งเปา ซึ่งอั่งเปาก็ใช้ชีวิตอย่างสัตว์ป่าทั่วไปได้ มีสุขภาพแข็งแรง และสามารถให้ลูกได้ถึง 5 คลอกแล้วถือเป็นละมั่งที่ใช้ชีวิตอย่างชาญฉลาดตัวหนึ่ง”นายไพฑูรย์ กล่าว

เมื่อถามว่า ทำไมที่คออั่งเปา ยังมีปลอกคออยู่ ทำไมไม่ถอด นายไพฑูรย์ กล่าวว่า ไม่ใช่ปลอกคอ แต่เป็นตัวติดสัญญาณดาวเทียม ซึ่งติดเอาไว้ตั้งแต่ต้น ไม่สามารถเอาออกไป ไม่ใช่ปลอกคอ อย่างไรก็ตาม คอล่าตัวนี้ก็จะหลุดไปเอง เมื่อหมดอายุการใช้งาน ซึ่งการที่อั่งเปามีคอล่าอยู่ก็เป็นการดี เพราะจะทำให้เจ้าหน้าที่ดูออกและคอยระวังมากเป็นพิเศษว่า ละมั่งตัวนี้คือ ละมั่งหลอดแก้ว เนื่องจากละมั่งทุกตัวหน้าตาเหมือนกันหมด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับละมั่งอั่งเปานั้น องค์การสวนสัตว์ร่วมกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เริ่มศึกษาการใช้เทคโนโลยีการผสมเทียม (Artificial insemination) ในละมั่ง เพื่อกระจายพันธุกรรมดีของเพศผู้เป็นการช่วยเพิ่มความหลากหลายทางพันธุกรรมของสัตว์ป่า โดยการฉีดน้ำเชื้อที่ผ่านการแช่แข็งของพ่อพันธุ์พันธุกรรมดีเข้าสู่ปีกมดลูกของเพศเมีย จนนำไปสู่ความสำเร็จในการผลิตลูกละมั่งจากการผสมเทียมเพศเมีย เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2552 จำนวน 1 ตัว ซึ่งถือเป็นตัวที่ 2 ของโลก ชื่อ “อั่งเปา” เมื่อปี พ.ศ. 2543 (ตัวแรกเกิดที่สถาบันสมิทรโซเนียน สหรัฐอเมริกา) นับเป็นความสำเร็จก้าวแรกอันน่าภาคภูมิใจของกระบวนการวิจัยเพื่ออนุรักษ์สัตว์ป่าหายากของไทย และเป็นละมั่งผสมเทียมตัวแรกของโลกที่ปล่อยออกไปดำรงชีวิตในป่าธรรมชาติประสบความสำเร็จ