ดีเอสไอเผย ไม่รับ ‘บิลลี่’ เป็นคดีพิเศษ หลังภรรยาสงสัยเงียบหายเป็นปี ยันพยายามเต็มที่

12.03.18 | 22:53 น.
พิณนภา พฤกษาพรรณ หรือ มึนอ

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม ที่คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ จัดเสวนา “14 ปีสมชายหาย สังคมไทยได้อะไร”

ช่วงการถามตอบตอนหนึ่งของการเสวนา น.ส.พิณนภา พฤกษาพรรณ หรือ มึนอ ภรรยานายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอยที่หายตัวไปแล้วเกือบ 4 ปี ถามว่า อยากทราบความคืบหน้าของคดี เพราะตั้งแต่มีการบอกว่าดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษแล้วนั้นไม่มีเอกสารใดมาให้ตนเลย จึงอยากทราบว่ารับเป็นคดีพิเศษจริงหรือไม่

นายมนูญพันธ์ รัตนเจริญ ผอ.ส่วนประสานความร่วมมือระหว่างประเทศและการข่าว กองกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะตัวแทนอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ตอบว่า คดีนี้ไม่ได้เป็นคดีแนบท้ายตามพ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ แต่เป็นคดีที่ต้องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการคดีพิเศษซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ท่านนายกได้มอบให้ผู้มีอำนาจเข้าประชุมโดยสม่ำเสมอ

“การหายตัวไปของคุณพอละจี เรารับมาขยายผลสืบสวนเมื่อปี 2557 สืบสวนขยายผลมาตลอด พยายามโน้มน้าวให้คณะกรรมการคดีพิเศษยอมรับในพยานหลักฐานของเรา ในที่ประชุม เราพยายามให้เหตุผล ให้หลักฐานที่เป็นข้อเท็จจริงเข้าสู่คณะกรรมการ แต่ท่านได้มีมติไม่รับคดีนี้เป็นคดีพิเศษ เราพยายามเต็มที่แล้ว ทุกอย่างถูกดำเนินการตามมติคณะกรรมการคดีพิเศษที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานโดยตำแหน่ง หน้าที่ของเราคือนำเสนอข้อเท็จจริงไปให้คณะกรรมการเชื่อตามพยานหลักฐานที่เรามี แต่ด้วยอะไรมิทราบ ด้วยความเคารพ เขาบอกว่าคุณพิณนภาไม่เข้าหลักเกณฑ์เป็นผู้ร้องขอตามระเบียบข้อบังคับที่เราไม่สามารถก้าวล่วงระเบียบกฎหมายข้อบังคับที่ได้กำหนดแล้ว”

ด้าน นายสมชาย หอมลออ นักกฎหมายและที่ปรึกษาอาวุโส มูลนิธิผสานวัฒนธรรม แสดงความเห็นว่า การปฏิเสธเรายอมรับได้ แต่เหตุผลต้องชี้แจงว่าที่ไม่ยอมรับเป็นคดีพิเศษเพราะอะไร เท่าที่ติดตามเรื่องนี้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอมีเหตุผลเพียงประการเดียวที่ชี้แจง คือ คุณพิณนภาไม่ได้เป็นภรรยาที่จดทะเบียน ซึ่งใช้เวลาพิจารณาเรื่องนี้เป็นปี แต่ก่อนรับเรื่องทำไมไม่แจ้งเขาว่าคุณไม่สามารถเป็นผู้เสียหายได้เพราะไม่ได้จดทะเบียนกัน เขาจะได้แก้ได้ เนื่องจากเขาเป็นแม่ของลูกบิลลี่ หรือแม่ของบิลลี่ก็ยังอยู่ ก็ให้แม่บิลลี่มาร้องแทนหรือเสริมเข้ามาได้

Advertisement

“นี่เป็นปัญหาเรื่องความโปร่งใสในการดำเนินการว่าเหตุผลจริงๆแล้วมีมากกว่านี้ ส่วนตัวเชื่อว่า เนื่องจากว่าผู้ที่ต้องสงสัยว่ากระทำความผิดนั้นเป็นกลุ่มผู้ที่มีอิทธิพล นี่คือปัญหาการตรวจสอบเจ้าหน้าที่โดยเจ้าหน้าที่ แม้จะคนละหน่วยงานก็ตาม” นายสมชายกล่าว

นางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า ช่วง 14 ปี ของการต่อสู้คดีสมชายสิ่งที่เรียนรู้คือการที่จะอยู่กับความจริง และยืนยันที่จะพูดความจริง กรณีมึนอก็เจ็บปวดไม่แพ้กัน ยื่นเรื่องดีเอสไอมา 2-3 ปี ไปยื่นทุกปี สุดท้ายมาบอกว่าไม่ได้จดทะเบียนเป็นภรรยา

“คนชาติพันธุ์ไม่ได้จดทะเบียนแล้วผิดยังไง การที่จะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพบุคคลต้องก้าวข้ามเรื่องหยุมหยิม กรมสอบสวนคดีพิเศษอย่าลืมไปดูพ.ร.บ.สอบสวนคดีพิเศษ มีกฎหมายพิเศษให้ทำอะไรที่คนอื่นทำไม่ได้ ท่านบอกว่ามีเบาะแสอะไรให้มาบอก ชาวบ้านในป่าในดงจะหาเบาะแสอย่างไร ท่านกลับไปอ่านรัฐธรรมนูญ เป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ไม่ใช่หน้าที่ของประชาชนที่ต้องไปหาข้อมูล ถ้าจะให้ทำจริงๆต้องมอบอำนาจให้ ก็ยินดี” นางอังคณากล่าว