เครือข่ายผู้ประกันตนกว่า 30 องค์กรถกเครียดสิทธิตรวจสุขภาพผู้ประกันตนไม่เป็นธรรม จี้สปส.ประสานสปสช.ขอใช้งบกองทุนสุขภาพบัตรทองให้สิทธิตรวจได้ทุกสิทธิ เหตุที่ผ่านมาผู้ประกันตนเป็นสิทธิเดียวจ่ายสมทบแต่ขาดการดูแลสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม ด้านแรงงานเผยมีลูกจ้างทำงานป่วยเสียชีวิต แต่กลับมองไม่เกี่ยวกับงาน ขาดโอกาสการรักษา วอนรัฐดูแลจริงจัง ด้านอดีตกก.กองทุนทดแทน-ทันตแพทย์หญิงเสนอทางออกปัญหาทั้งหมด
หลังจากเครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน(คปค.) และภาคีเครือข่ายต่างๆ ออกมาขับเคลื่อนเรียกร้องสิทธิสุขภาพของผู้ประกันตน โดยเฉพาะสิทธิการตรวจสุขภาพตามมาตรา 63 (2) ของพ.ร.บ.ประกันสังคม ฉบับที่ 4 พ.ศ.2558 กระทั่งสำนักงานประกันสังคม(สปส.) ออกสิทธิตรวจสุขภาพให้ผู้ประกันตนตามกลุ่มอายุ ปัญหาคือยังมีเรื่องความพร้อมรพ. ความแออัดของรพ.รัฐ รวมไปถึงผู้ประกันตนต้องลางาน ขณะเดียวกันยังเกิดการซ้ำซ้อนทางกฎหมายอีก และปัญหาต่างๆนั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 มีนาคม ที่โรงแรมทีเค พาเลซ สภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแห่งประเทศไทย ร่วมกับเครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน(คปค.) และโครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายเพื่อพัฒนานโยบายการสร้างเสริมสุขภาวะ และการมีหลักประกันทางสังคมสำหรับคนทำงาน (คสปค.) จัดเวทีเสวนา “การส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค มาตรา 63 (2) ที่เหมาะสมกับผู้ประกันตนคืออะไร? ” โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องมากมายจากองค์กรลูกจ้าง และเครือข่ายภาคีต่างๆกว่า 30 แห่งเข้าร่วม อาทิ คปค. คสปค. องค์กรแรงงานแห่งประเทศไทย มูลนิธิอารมณ์พงศ์พงัน มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย เครือข่าย ฟ.ฟันสร้างสุข สมาพันธ์แรงงานฮอนด้าแห่งประเทศไทย สมาคมส่งเสริมสวัสดิการคนทำงานและชุมชน เป็นต้น

นายนิคม สองคร องค์กรแรงงานแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เรื่องตรวจสุขภาพของผู้ประกันตนจะมีกฎหมาย 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.ประกันสังคมฯ และพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ ซึ่งให้สิทธิตรวจสุขภาพ ปัญหาคือ กฎหมายคุ้มครองแรงงานนั้นจะให้สถานประกอบการต้องจัดการตรวจสุขภาพให้แก่ลูกจ้างประจำปี แต่เมื่อจัดหน่วยบริการมาตรวจแล้ว และเมื่อพบโรคหรือรอยโรค เช่น พบค่าเลือดสูง หรือความดันโลหิตสูงเกินปกติ กลับไม่มีการดำเนินการใดๆต่อ นอกจากนี้ ที่ผ่านมามีกรณีพบผู้ป่วย 1 รายในบริษัทใหญ่เริ่มมีอาการป่วย จนกระทั่งต้องเข้ารพ.เอง ซึ่งรพ.อยู่แถวสมุทรปราการ เขาต้องนอนในรพ.อยู่ 2 วัน ไม่ได้รับการรักษา ได้ติดต่อมายังผม ซึ่งผมได้สอบถามไปยังรพ.ปรากฎว่า ผู้ป่วยมีปัญหากล้ามเนื้อ แต่รพ.นั้นไม่มีแพทย์เชี่ยวชาญก็ต้องรอ แทนที่จะส่งต่อไปยังรพ.ที่มีความพร้อม กลับไม่ทำ ซึ่งกรณีนี้จะต้องทำอย่างไร ขณะที่บริษัทก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก และหากรุนแรง ผู้ประกันตนจะต้องดูแลตัวเองหรืออย่างไร ทั้งที่เป็นสิทธิเดียวที่จ่ายเงินสมทบควรได้รับสิทธิการดูแลดีกว่านี้

นายทวีป กาญจนวงศ์ ประธานมูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย กล่าวว่า จากการทำงานกับเครือข่ายแรงงานอ้อมน้อย อ้อมใหญ่พบว่าปัญหาโรคจากการทำงานเยอะมาก เพราะหลายคนมีปัญหาสุขภาพ ทั้งทำงานสิ่งทอ ทำงานเซรามิก บางคนป่วยเป็นมะเร็งก็มี อย่างปี2560 ที่ผ่านมาพบผู้ป่วยคนหนึ่งทำงานเซรามิก ตอนทำมีการตรวจสุขภาพแต่ก็ไม่พบว่าป่วยเป็นอะไร และไม่มีการประเมินความเสี่ยงเกิดโรค สุดท้ายป่วยมีปัญหาปอดและเสียชีวิตไปแล้ว 1 ราย ถามว่าถ้ามีระบบตรวจสุขภาพแบบมีมาตรฐานจะดีกว่านี้หรือไม่ และจะป้องกันโรคได้มากกว่าที่ผ่านมา แต่ยังมีตัวเลขที่ไม่ทราบอีกเยอะ เพราะที่ผ่านมาภาครัฐไม่เคยรวบรวมหรือให้ความสำคัญตรงจุดนี้
พล.ท.นพ.สิริชัย รัตนวราหะ อดีตคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน ชุดที่ 9 กล่าวว่า ปัญหาเรื่องการตรวจสุขภาพของผู้ประกันตนยังมีความเหลื่อมล้ำอยู่มาก เพราะสิทธิตรวจสุขภาพที่สำนักงานประกันสังคม(สปส.)ให้นั้น ไม่ได้ตอบโจทย์ที่แท้จริง การตรวจสุขภาพในรพ.ยังมีข้อจำกัด และยังไม่ได้คัดกรองความเสี่ยงที่เหมาะสม เพราะจริงๆ จากการตรวจสุขภาพรายปีหากมีการประเมินโรคอย่างละเอียด รวมทั้งประเมินว่าแรงงานมีความเสี่ยงป่วยเป็นโรคจากการทำงานหรือไม่ จะเกิดประโยชน์มาก เพราะหากแรงงานคนหนึ่งลาออก แต่ป่วยจากการทำงาน สุดท้ายก็ไม่ได้รับการดูแลใดๆเลย ซึ่งมีหลายเคสพบว่า ป่วยเป็นมะเร็ง แต่เมื่อนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการการแพทย์ กลับบอกไม่ใช่เพราะจากการทำงาน ทำให้ขาดสิทธิการรักษา
“จริงๆสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)มีงบกองทุนสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค โดยคิดเหมารายหัวทั้งประเทศอยู่ที่หัวละ 415 บาทต่อคนในปีที่ผ่านมา ซึ่งรวมทุกสิทธิรวมทั้งผู้ประกันตนด้วย เวลาเสนอของบฯก็จะรวมกลุ่มผู้ประกันตน แต่ความเป็นจริงผู้ประกันตน ลูกจ้างกลับไม่ได้ใช้สิทธินี้ เพราะเวลาการบริหารจัดการใช้งบฯนี้ทางสปสช.จะไปที่ชุมชน แต่คนทำงานจะอยู่ในโรงงาน ทำให้ขาดโอกาสในการคัดกรองความเสี่ยงของโรคต่างๆ ทั้งที่เรามีสิทธิใช้งบจากแผ่นดิน ที่สำคัญเรามีโรงงานทั่วประเทศกว่า 4-5 แสนแห่ง หากมีการจัดการเรื่องนี้คนงานจะได้ประโยชน์มากมายมหาศาล ดังนั้น สปส.จึงควรประสานและขจัดช่องว่างตรงนี้ โดยต้องหารือกับทางสปสช.ว่าจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร” พล.ท.นพ.สิริชัย กล่าว
พล.ท.นพ.สิริชัย กล่าวอีกว่า ตนเสนอว่าทางออกหนึ่งคือ เมื่อคนงานต้องทำงานในโรงงาน ในเรื่องการคัดกรองความเสี่ยง หรือการตรวจสุขภาพแบบละเอียดจริงๆ ไม่ใช่ว่าตรวจเสร็จพบรอยโรค สถานประกอบการก็ไม่ได้ทำอะไร ไม่มีการส่งต่อ ก็ควรจัดระบบ โดยอาจใช้งบส่วนนี้ในการพัฒนาห้องพยาบาล พัฒนาพยาบาลให้มีความสามารถในจุดนี้ก็น่าจะดี ซึ่งได้เคยเสนอไปทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ไปแล้วเช่นกัน เพราะเรื่องไพรมารีแคร์ หรือการดูแลสุขภาพระดับปฐมภูมิเป็นสิ่งที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันให้ความสำคัญก็ควรมีการเดินหน้าแบบครบวงจรจริงๆ และควรปฏิรูปการดูแลส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคในผู้ประกันตนอย่างเป็นรูปธรรมจริงๆ เพราะนี่เป็นโอกาสดีกลับรัฐบาลยุคนี้อยู่มาประมาณ 3-4 ปีถึงเวลาปฏิรูปแล้ว
ทพญ.มาลี วันทนาศิริ เครือข่าย ฟ.ฟันสร้างสุข กล่าวว่า นิยามการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคของสิทธิประกันสังคม ยังต่างจากสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) โดยสิทธิบัตรทองจะเน้นเรื่องสร้างเสริมความตระหนักและการดูแลสุขภาพของตนเอง และให้บริการทางการแพทย์โดยตรงเพื่อไม่ให้เกิดโรค โดยจะมีการตรวจคัดกรองกลุ่มเสี่ยงเพื่อสร้างเสริมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ให้คำปรึกษาเพื่อไม่ให้เป็นโรคในอนาคต ซึ่งตรงนี้ สปสช.สามารถดำเนินการได้ในทุกสิทธิ เพราะงบส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคนั้นมาจากประชากรทุกคนในประเทศ ส่วนของประกันสังคมนั้น กิจกรรมด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคจะขึ้นอยู่กับคณะกรรมการการแพทย์กำหนด ขณะที่การตรวจสุขภาพตามสิทธิการส่งเสริมสุขภาพฯ ของประกันสังคมก็จะแยกได้เพียงคนปกติและคนป่วย แต่คนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงคือ ผลการตรวจสุขภาพที่ใกล้แตะจะเป็นคนป่วยกลับหายไป เพราะไม่มีการต่อยอดในการดูแลสุขภาพต่อว่าจะทำอย่างไรให้ไม่ป่วย หรือไม่มีการอ่านค่าผลการตรวจสุขภาพและให้คำแนะนำ ขณะเดียวกันแม้ผู้ประกันตนจะมีสิทธิได้รับการตรวจคัดกรองกลุ่มเสี่ยงจากโครงการของ สปสช. แต่ก็ไม่สามารถเข้าถึง เพราะหน่วยงานที่มาตรวจเป็นหน่วยงานรัฐมาในเวลาราชการ ก็จะไม่เจอกับผู้ประกันตนที่ทำงานอยู่ดี

ทพญ.มาลี กล่าวว่า เรื่องนี้ตนมีข้อเสนอคือ กิจกรรมด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคที่คณะกรรมการการแพทย์กำหนดนั้น คณะกรรมการการแพทย์ควรกำหนดกิจกรรมให้มีการจัดบริการดูแล ปรึกษา ปรับพฤติกรรมสุขภาพรายบุคคลตามผลการตรวจสุขภาพทั้งจากสิทธิการตรวจสุขภาพของประกันสังคมคือการตรวจทั่วไปจากการใช้ชีวิตประจำวัน และการตรวจสุขภาพตามที่สถานประกอบการจัดให้มีขึ้นตามกฎหมาย คือการตรวจสุขภาพโรคจากการประกอบอาชีพ นอกจากนี้ ประเด็นรายละเอียดกิจกรรมบริการด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคก็ยังแตกต่างกัน โดยประกันสังคมมองวาจะต้องส่งเสริมเรื่องการฝากครรภ์ และควรมีการตรวจประเมินสุขภาพจิตด้วย เนื่องจากการทำงานมีโอกาสเกิดภาวะเครียดและซึมเศร้าได้
นพ.อำนวย กาจินะ คณะกรรมการแพทย์ สำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า ตนรับเรื่องทั้งหมดและจะนำเข้าสู่การพิจารณา เพื่อให้ผู้ประกันตนได้สิทธิอย่างเป็นธรรม อย่างไรก็ตาม ปัญหาโรคจากการทำงานมีมาตลอด และทางสปส.ก็เห็นความสำคัญ ล่าสุดได้หารือกับทางสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค(คร.) ซึ่งทราบว่าเตรียมจะประสานกับทางกระทรวงแรงงาน ในการปรับรูปแบบการตรวจสุขภาพให้ครอบคลุม และแก้ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการเสวนาดังกล่าว ทางผู้แทนจากสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค ได้นำเสนอข้อมูลว่า ที่ผ่านมาสำนักโรคจากการประกอบอาชีพมีการลงนามความร่วมมือกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และสำนักงานประกันสังคม ในการนำผลการตรวจสุขภาพของผู้ประกันตนในสถานประกอบการมาพิจารณาความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากการทำงาน ยิ่งหากมีความเจ็บป่วยเกิดขึ้นก็จะมีการเข้าไปสอบสวนโรคในพื้นที่ เพื่อป้องกันการเกิดเหตุเจ็บป่วยซ้ำ ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมีการเข้าไปสอบสวนโรคเลย

