เมื่อวันที่ 13 มีนาคม นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์และวิธีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดี ให้สำนักงานศาลยุติธรรมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อไป โดยร่างกฎหมายฉบับนี้ให้เพิ่มมาตรา20 ตรีในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งฉบับปัจจุบัน เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ผู้ที่มีกรณีพิพาทสามารถยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจ หากต้องมีการฟ้องคดี ขอให้แต่งตั้งผู้ประนีประนอมทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้อง ถ้าศาลเห็นสมควรและคู่กรณีอีกฝ่ายสมัครใจที่จะเข้าร่วมไกล่เกลี่ย ศาลจะแต่งตั้งผู้ประนีประนอมมาทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยให้
“วิธีการนี้ทำให้ข้อพิพาททางแพ่งสามารถยุติลงได้ด้วยดี ไม่ต้องมีการฟ้องร้องให้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี หากไกล่เกลี่ยสำเร็จจนสามารถจัดทำสัญญาประนีประนอมยอมความได้ และคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งประสงค์จะให้ศาลพิพากษาตามยอม ก็ให้ยื่นคำร้องขอต่อศาลนั้นขอให้มีคำพิพากษาตามยอมได้ หากคู่สัญญาอีกฝ่ายแถลงรับตามคำร้องขอ ก็ให้ศาลมีอำนาจพิพากษาบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ตามมาตรา 138 ได้ โดยอนุโลม ทั้งนี้ให้ศาลพิจารณาพิพากษาตามยอมโดยคำนึงถึงเจตนาที่แท้จริงของคู่พิพาทในการทำสัญญา ความมุ่งหมายที่จะหลีกเลี่ยงกฎหมายเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ และความชอบธรรมทั้งต่อนโยบายสาธารณะหรือต่อบุคคลภายนอกด้วย”นายสุริยัณห์ กล่าว
นายสุริยัณห์ กล่าวอีกว่า การที่กำหนดให้คู่สัญญายื่นเป็นคำร้องขอเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาตามยอมแทนการยื่นฟ้อง ก็เพื่อนำไปสู่แนวทางการลดภาระค่าใช้จ่ายในเรื่องค่าขึ้นศาลให้แก่ประชาชน เป็นไปตามนโยบายของนายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา ที่มุ่งประสงค์ให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้สะดวกขึ้นและเสียค่าใช้จ่ายน้อยลง หลักการนี้แตกต่างจากปัจจุบันคือ ในปัจจุบันการประนีประนอมยอมความก่อนฟ้องสามารถทำได้เช่นกัน ถือเป็นข้อตกลงของคู่กรณีในการระงับข้อพิพาท แต่ถ้าต่อมาคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ อีกฝ่ายต้องนำเหตุนั้นมายื่นฟ้องเป็นคดีความต่อศาลอีกครั้ง เพื่อให้บังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เป็นคดีมีทุนทรัพย์ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่เรียกร้อง และใช้เวลานานกว่า แต่หลักการใหม่ที่แก้ไขนี้ทำให้คู่ความที่ตกลงกันได้สามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาตามยอมได้ทันที หากต่อมาคู่สัญญาไม่ปฏิบัติตามสัญญาก็สามารถดำเนินการบังคับคดีตามกฎหมายต่อไปได้โดยไม่ต้องมายื่นฟ้องในภายหลัง จะทำให้ประชาชนจะได้รับความสะดวก เสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าเดิม

