เมื่อเวลา 13.40น.วันที่ 13 มีนาคม ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนา “ข่าว กับความอยู่รอดใน Digital Transformations” โดยมีนาย ฐากูร บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน), นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ ผู้ก่อตั้ง 77 kaoded.com, นายธีรัตถ์ รัตนเสวี ผู้บริหารบริษัท ALKA Link, นายนครินทร์ วนกิจไพบูลย์ บรรณาธิการบริหารสำนักข่าว The Standard และ นายจตุรงค์ สุขเอียด ผู้สื่อข่าวรายการข่าวสามมิติ เป็นวิทยากร โดยมีประชาชน นิสิต นักศึกษาเข้าร่วมฟังเสวนา จำนวนมาก
นายฐากูร บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เมื่อปี 2557 บริษัทมติชนจากที่เคยมีกำไรต่อเนื่อง ก็ขาดทุนติดต่อกัน 3 ปีซ้อน ในปี 2558 มีคนบอกว่า หนังสือพิมพ์คือดาวร่วง แต่ที่น่าสนใจคือปี 2560 คนใช้เน็ตมี 4,100 ล้าน เพิ่มขึ้น 1,000 กว่าเปอร์เซ็นต์และคนใช้เยอะสุดอยู่ในเอเชีย ขณะที่รายได้ของกิจการ นสพ.ทั้งโลกลดลงตั้งแต่ปี 2555 และรายได้ดิจิตอลเพิ่มขึ้นชัดเจน
“จากสถิติปี 2549 ยอดนสพ.ทั่วโลกตกลง และมาเพิ่มในปี 2555 ในเอเชียที่เพิ่มคือประเทศจีนและอินเดีย ซึ่งมียอดขายนสพ.เพิ่มขึ้นเท่าตัว ขณะที่ไทยลดลง 40 เปอร์เซ็นต์ ส่วนจำนวนผู้อ่านดิจิตอลกลับเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งสถิติของสหรัฐอเมริกา 2 ใน 3 ของผู้ใหญ่ในสหรัฐรับรู้ข่าวผ่านดิจิตอล ทำให้จำนวนเม็ดเงินโฆษณาปีที่ผ่านมาประมาณ 180,000 ล้านเหรียญ อยู่ในโฆษณาดิจิตอล 30 เปอร์เซ็นต์คือประมาณ 60,000 ล้าน ครึ่งหนึ่งเป็นโฆษณาผ่านมือถือ ทั้งหมดเพื่อจะบอกว่าสนามรบธุรกิจสื่อเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง”
นายฐากูร กล่าวอีกว่า เมื่อก่อนหนังสือพิมพ์ในประเทศไทยขายได้ประมาณ 2ล้าน2 แสนฉบับต่อวัน แต่เช้าวันนี้ ขายได้ 1 ล้าน1 แสนฉบับก็ถือว่าเก่งมากแล้ว ลดลงไปกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ คนอ่าน นสพ.ลดลง แต่คนอ่านข่าวกลับไม่ได้ลดลง ข้อมูลจาก 10 อันดับเว็บข่าวในแต่ละวันมีผู้อ่านข่าวไม่น้อยกว่า 4 ล้านคนต่อวันเฉพาะในเว็บไม่นับในเพจและไลน์ หมายความว่าคนอ่านเพิ่มจากเดิมหลายเท่าตัว ขณะที่เครือมติชนมีคนอ่าน 1ล้าน5 เเสนยูนีคไอพีต่อวัน
“ที่น่าสนใจคือมีคนดูคลิป 6-7 ล้านคนต่อวัน ซึ่งอัตราการอ่านเเละดูนั้น เฟซบุ๊กบอกว่าของโลกมีอัตรา 3 ต่อ 1 แต่ของไทย อยู่ที่ 5-6 ต่อ 1 นั่นหมายความว่าสนามรบเปลี่ยนไปมากไม่ใช่ตัวหนังสือในกระดาษมาเป็นตัวหนังสือในจอแล้ว เเต่เปลี่ยนไปเป็นเรื่องภาพเคลื่อนไหวที่น่าสนใจคือส่วนที่เป็นเนื้อหาสาระมีคนเข้ามาดูจำนวนมาก ในหลักแสนเเละล้านในแต่ละคลิป หมายความว่า เนื้อหาที่มีสาระก็มีคนดู ถ้าทำออกมาได้น่าสนใจ”
นายฐากูร กล่าวว่า สิ่งสำคัญทำอย่างไรให้ออฟไลน์กับออนไลน์ผสมเป็นเรื่องเดียวกันให้ได้ สิ่งพิมพ์ก็ยังต้องอยู่ เพราะลูกค้าหนังสือพิมพ์วันนี้มีอายุ 45 ปีขึ้นไป หมายความว่ามีคนกลุ่มนี้อยู่อีกหลายปี และเป็นกลุ่มที่มีกำลังในการซื้อโฆษณา ส่วนตลาดแมสหรือตลาดหลักเป็นออนไลน์ และอีกส่วนที่มีเข้ามาคืออีเว้นท์
“เพราะการซื้อโฆษณาเดี๋ยวนี้ไม่มีการซื้อโฆษณาโต้งๆแล้ว โมเดลธุรกิจอย่างของมติชน เป็น อีเว้นท์ ออนไลน์ และหนังสือพิมพ์ เช่น ธนาคารเดี๋ยวนี้ไม่ซื้อโฆษณาอย่างเดียวต้องมีการเสนอผ่านการจัดงานอีเว้นท์ เช่น งานอาหาร ‘FUN FOOD FAIR แม่มณีชวนชิม ที่มติชนกำลังจะจัดร่วมกับธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นต้น” นายฐากูร กล่าว

นายธีรัตถ์ รัตนเสวี ผู้บริหารบริษัท ALKA Link กล่าวว่า ปี 2552 วอยซ์ ทีวีเปิดเป็นอินเตอร์เตอร์เน็ตทีวี ซึ่งตอนนั้นเน็ตยังไม่แรงแต่เรามองเห็นและประเมินจากต่างประเทศว่าคนไม่ให้เวลากับไพร์มไทม์ทีวีแบบเมื่อก่อนแล้ว เลยเป็นจุดเริ่มต้นของอินเตอร์เตอร์เน็ตทีวีของวอยซ์ แต่เสียดายที่เราอยู่ท่ามกลางเน็ตทีวีที่มีสื่อทีวีที่ปกคลุมอยู่ เลยมีพฤติกรรมการออกอากาศ คือไม่ถึงเวลาออกอากาศก็ไม่มีข่าวส่งมา ทำให้มีปัญหาและทำให้ข่าวไม่รวดเร็ว และในกองต้องมีทั้งกองออนไลน์และกองทีวี และที่เจอมาคือคนทำทีวีจะมีปัญหาคือไม่สามารถเขียนข่าวยาวได้ วอยซ์จะถูกว่าตลอดว่าเขียนข่าวสั้น เราพยายามเทรนเเล้วแต่ยากมากในการให้เขาปรับตัว ดังนั้นนักข่าวควรจะต้องมีสกิลเพิ่มขึ้น ทั้งเขียนได้หลายรูปแบบ และต้องเขียนข่าวได้ลึกแล้วกว้าง
“สำหรับทีวีดิจิตอล ตอนแรกที่วางไว้ เรามองว่าช่องเดิมโฆษณานาทีละ 300,000 บาท เราคิดไว้ว่าได้สัก 10 เปอร์เซ่นต์ หรือ 30,000 บาท ก็พอแล้ว แต่เอาเข้าจริงเหลือ 3,000 บาท ที่ดีที่สุด 10,000 บาทเท่านั้น เพราะเราถูกบีบด้วยเอเจนซี่โฆษณาที่เขามีเม็ดเงินอยู่ในมือ แล้วพอมาในภาคดิจิตอลเราก็วางเรื่องเม็ดเงินโฆษณาไว้เเต่ก็มีส่วนแบ่งไปที่เฟซบุ๊ก กูเกิล และอีกปัญหาคือเซลล์โฆษณายังขายแบบทีวีเเบบเดิมอยู่ ยังไม่เข้าใจเรื่องออนไลน์ ยังเปลี่ยนตัวเองไม่ทัน เงินก็ไหลเข้ามาไม่ทัน” นายธีรัตน์กล่าว
ด้าน นายจตุรงค์ สุขเอียด ผู้สื่อข่าวรายการข่าวสามมิติ กล่าวว่า ในแง่ของคนทำข่าว ความสำคัญคือข่าวจะขายได้ไหม น่าเชื่อถือ เป็นความจริง มีผลต่อสังคม เป็นประโยชน์หรือเปล่า เกิดขึ้นจากคนมีประสบการณ์และมีความน่าเชื่อถือ และมองว่าข่าวคือการแบ่งปัน ซึ่งข่าว 1 ข่าวอาจจะซื้อหาในราคา 800 บาท แต่ข่าวสามารถสร้างราคาได้ ด้วยพื้นฐานข่าวและการอยากรู้ในสังคม ข่าวราคา 800 ไปออกขายโฆษณาได้เป็นล้าน แต่การตั้งค่าข่าวเเพงเพราะไปบวกองค์ประกอบข่าวมันก็เลยเเพง อย่างข่าวนศ.ฝึกงานร้องเรียนเรื่องทุจริต แค่ข่าวเดียวเลี้ยงทั้งสถานี เลี้ยงวงการข่าวทั้งวงการ เเล้วยาวเป็นเดือนจากแค่ข่าวเดียวเป็นเรื่องที่อภินิหารมาก ดังนั้นสิ่งที่แพงที่สุดคือคน ยิ่งมีนักข่าวที่ดีหูไว ตาไว กับมือถือแค่เครื่องเดียว ผลิตข่าวสร้างมูลค่าเป็นล้านได้ สำหรับการเปลี่ยนผ่านสื่อที่เกิดขึ้นครั้งนี้เป็นโอกาสของคนรุ่นใหม่ การสร้างคนรุ่นใหม่ต้องสร้างครีเอทีฟเตอร์ ไม่ใช่สร้างรีพอตเตอร์หรือคนรายงานอย่างเดียว
นายนครินทร์ วนกิจไพบูลย์ บรรณาธิการ เดอะแสตนดาร์ด กล่าวว่า ทุกวันนี้โซเชียลคือหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์ ทุกคนในปัจจุบันใช้โซเชียลเป็นหลัก โดยเฉพาะคนไทยที่มียอดใช้เฟซบุ๊กเยอะติดอันดับโลก รองมาคือทวิตเตอร์ โดยใช้ติดตามข่าวสารและติดต่อสื่อสารกับเพื่อน แต่ส่วนคนต่างชาติจะติดตามข่าวสารผ่านเว็ปไซต์แต่ใช้เฟซบุ๊กในรูปแบบการคุยกับเพื่อนมากกว่า กลุ่มผู้บริโภคปรับเปลี่ยนคอนเทนต์ ด้านแสตนดาร์ดเรียกตัวเองว่าเป็นสำนักข่าวแต่แตกต่าง โดยจะเจาะกลุ่มตลาดที่เป็นคนเมือง แต่จะต่างด้านเนื้อหาและประเด็นข่าว
นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ ผู้ก่อตั้ง 77 kaoded.com กล่าวว่า ปัจจุบันสื่อนั้นปรับตัว แต่ปรับตัวไม่สุดหรือไปไม่ได้ เฟซบุ๊กกับกูเกิลได้ส่วนของโฆษณาออนไลน์เยอะมาก สื่อไม่โตแต่ยอดใช้ออนไลน์เพิ่มขึ้น ทีวีดิจิตอลเพิ่มขึ้น 26 ช่อง มีทางเลือกให้ดูเพิ่มขึ้น แต่คนดูไม่ได้เพิ่มขึ้น ทางด้านเว็ปพันทิปมียอดคนใช้ในออนไลน์เยอะที่สุด และการเปลี่ยนแปลงแพลตฟอร์มช่องโทรทัศน์ที่ทำเว็บของตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น ช่อง 3 เว็ป mello และ ช่อง 7 bugaboo เป็นต้น แต่เฟซบุ๊กทำให้สื่อต่างๆยอดลดลง แต่การทำสื่อยังเป็นแบบเก่าอยู่ ข่าวคุณภาพไม่จำเป็นต้องถูกจังหวะ แต่ต้องเป็นข่าวที่มีผลกระทบ ไม่ดราม่า

