เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 13 มีนาคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ร่วมกับ เครือข่ายต้นไม้ในเมืองและกลุ่มบิ๊กทรีส์ จัดเสวนา “ปกป้องต้นไม้ใหญ่ในกรุงเทพฯ : กรณีศึกษาอิตาเลียนไทยตัดต้นนนทรี หน้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์” โดยมี ผศ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายความยั่งยันและบริหารศูนย์รังสิต มธ. นายสุวรรณ ตั้งมิตรเจริญ ผู้อำนวยการส่วนวนวัฒนวิจัย สำนักวิจัยและพัฒนาการป่าไม้ กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) นายสุรเชษฐ์ โพธิ์เจริญ หัวหน้าสวนธนบุรีรมย์ สำนักงานสวนสาธารณะ กรุงเทพมหานคร (กทม.) นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน และนางช่อผกา วิริยานนท์ ผู้แทนเครือข่ายต้นไม้ในเมือง เข้าร่วมเสวนา ที่ห้องวรรณไวทนากร ตึกโดม มธ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เดิมการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้ส่งชื่อผู้แทนมาร่วมเสวนา 8 ท่านแต่แจ้งภายหลังว่าไม่สามารถเดินทางมาร่วมงานเสวนาได้
ผศ.ปริญญา กล่าวว่า กรณีตัดต้นนนทรี 14 ต้น หน้า ม.ก. เป็นกรณีศึกษาสำคัญ เนื่องจากบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ตัดต้นไม้โดยไม่รับอนุญาตจากทางสำนักงานเขตจตุจักร ขณะเดียวกัน ยังเกิดกรณีผู้บริหารลักลอบล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร โดยกรณีตัดต้นไม้ ทางอิตาเลียนไทย ได้เสียค่าปรับตามกฎหมาย 2,000 บาท พร้อมจ่ายค่าเสียหายทางแพ่งเท่านั้น ทั้งนี้ ขอเสนอให้กทม.ดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา ตามมาตรา 360 ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์สินที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณะประโยชน์ ต้องจำคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับไม่เกิน 100,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ โดยต้นไม้ซึ่งใช้ประโยชน์ร่วมกันของชาวกรุงเทพฯ เป็นร่มเงา และให้ออกซิเจน ดังนั้น การที่มีผู้ใดดำเนินการให้ต้นไม้ตายนั้นมีความผิดตามกฎหมายอาญา และเพื่อให้เป็นกรณีตัวอย่างว่าผู้ใดจะมาทำต้นไม้สาธารณะไม่ได้ นอกจากนี้ รฟม.จะต้องมีส่วนรับผิดชอบกับกรณีดังกล่าว เพราะเป็นผู้ให้อนุญาตขุดล้อมต้นไม้ตามคำชี้แจงของอิตาเลียนไทย เพราะหากคนทำผิดไม่ต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น ก็จะทำผิดอยู่ร่ำไป สังคมไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง
ผศ.ปริญญา กล่าวต่อว่า บรรษัทภิบาลของอิตาเลียนไทยระบุชัด ผู้บริหารจะต้องไม่ทำการใดเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อมแวดล้อม แต่ก็ยังไม่ทำตามและรับผิดชอบต่อสังคม ประชาชนเป็นผู้เสียภาษีอากร ทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อรัฐบาล ซึ่งรัฐได้ใช้ภาษีว่าจ้างอิตาเลียนไทยรับสัมปทานก่อสร้างรถไฟฟ้า ฉะนั้น รัฐบาลต้องมีมาตรการดำเนินการต่ออิตาเลียนไทยบ้างแล้ว อย่างน้อยการประมูลโครงการยักษ์ใหญ่ครั้งต่อไปอิตาเลียนไทยน่าจะสอบตก หรือไม่อยู่ในฐานะว่าจ้าง หรือรับงานใดที่ใช้เงินภาษีที่มาจากประชาชน เพราะไม่เห็นด้วยกับการนำเงินภาษีอากรไปตัดต้นไม้และนำไปจ่ายเงินเดือนกับผู้บริหารที่มีงานอดิเรกเป็นพิษภัยต่อสังคม รวมถึงภาคประชาชนต้องช่วยกันทักท้วงหน่วยงานของรัฐและนายทุนที่ไม่รับผิดชอบต่อสังคม เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศไทยสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน
ขณะที่นายสุรเชษฐ์ กล่าวว่า ต้นไม้ที่ปลูกได้มีการทำเอ็มโอยูร่วมกับ รฟม. ความจริงแล้ว ทางบริษัทฯ จะต้องทำหนังสือแจ้งมายังกทม.ที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้า จากนั้นจะต้องได้รับอนุญาตจากกทม.ให้ดำเนินการขุดล้อมไปพักฟื้นจนแข็งแรง ก่อนนำไปปลูกในพื้นที่เหมาะสมต่อไป แต่กรณีที่เกิดขึ้นทางบริษัทฯ ได้ตัดแต่งต้นไม้ผิดวิธีและไม่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานเขตจตุจักรทำให้ต้นไม้หลายต้นตาย จากนั้นทางสำนักงานเขตจตุจักรได้เรียกร้องค่าเสียหายฐานละเมิด จำนวน 170,000 บาท จากภาพปรากฎการตัดแต่งต้นไม้ของอิตาเลียนไทย พบตัดแต่งผิดหลักรุกขกร ขณะที่การตัดแต่งถูกวิธีจะต้องไม่ตัดต้นไม้ให้เหลือที่ต้น ควรมีกิ่งไม้ และรูปร่างของต้นไม้เป็นทรงพุ่ม รวมถึงมีใบไม้หลงเหลืออยู่บ้าง ไม่เช่นนั้นโอกาสรอดของต้นไม้จะมีน้อยมาก อีกทั้งพบว่าไม่มีป้ายประชาสัมพันธ์ด้วย
ส่วนนายศรีสุวรรณ กล่าวว่า เมื่อไม่นานมานี้ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ บริเวณด้านหลังสนามบินดอนเมือง เขตดอนเมืองพบมีต้นไม้อยู่ระหว่างการอนุบาลตาย ขณะที่บางส่วนไม่ได้มีการดูแลโดยเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด แสดงให้เห็นว่ามาตรการหน่วยงานที่รับผิดชอบไร้ประสิทธิภาพ ในอนาคตต้องกำหนดให้การร่างทีโออาร์โครงการใดๆ ต้องกำหนดให้มีแผนการดูแลต้นไม้ด้วย เพื่อไม่ให้เอกชนดำเนินการตามอำเภอใจ โดยขอเรียกร้องให้มีแก้ไขบางส่วนมาตรา 27 ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 ให้กฎหมายครอบคลุมการตัดไม้ในพื้นที่เอกชน และ 2.เพิ่มเติม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ให้เอกชนกำหนดวิธีการดูแลต้นไม้ขนาดใหญ่ในพื้นที่และโครงการสร้าง

