จากกรณี นางเรวดี หาแก้ว หรือ ป้าติ้น แจ้งความเอาผิด นางสุดารัตน์ น้อยนิตย์ หรือ ป้าดา โดยกล่าวหาว่ายักยอกทรัพย์ลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 จำนวน 30 ล้านบาท งวดวันที่ 1 เม.ย. 2559 ที่สน.ประเวศ โดยคณะพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง เนื่องจากไม่มีมูลความจริง แต่นางเรวดียื่นฟ้องต่อศาลโดยตรง ทำให้นางสุดารัตน์ ถูกจำคุกก่อนที่ญาติจะยื่นประกันตัวออกมาสู้คดี
ต่อมากองบังคับการปราบปราม(บก.ป.)พบพิรุธจึงรับสำนวนคดีทั้งสน.ประเวศ และ คดีที่ นางจรูญ เฮ็ก หรือ ป้าติ๋ว ถูก นางเรวดี แจ้งความ ฐานยักยอกทรัพย์ลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 จำนวน 30 ล้านบาท งวดประจำวันที่ 1 เมษายน 2560 ที่ สน.บางชัน มาสอบสวนเพราะพบพฤติกรรมเชื่อมโยงกันทั้ง 2 คดี มีลักษณะเป็นแก๊งตกหวยนั้น
ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 มีนาคม ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(ผบช.น.)เปิดเผยว่า วันนี้เรียกพ.ต.อ.อลงกรณ์ ศิริสงคราม ผกก.สน.ประเวศ มารายงานกรณีดังกล่าวเกี่ยวกับเรื่องสลากกินแบ่งรัฐบาลที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2559 ที่ผ่านมา โดยนางเรวดีเป็นผู้กล่าวหา ทางพนักงานสอบสวนสน.ประเวศ สั่งไม่ฟ้องเรื่องนางเรวดี แจ้งความเท็จและหมิ่นประมาท
ผู้สื่อข่าวถามกรณีที่นางเรวดีหรือป้าติ้น ถือสำนวนการสอบสวนออกรายการโทรทัศน์นั้น พล.ต.ท.ชาญเทพ กล่าวว่า พล.ต.ต.ธีระพงษ์ วงษ์รัฐพิทักษ์ ผบก.น.4 ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวว่า ร.ต.ท.สมประสงค์ ปสาทรัตน์ รองสว.สอบสวน สน.ประเวศ ได้ปฏิบัติตามหน้าที่หรือไม่ ตามระยะเวลาการตรวจสอบข้อเท็จจริง ต้องดูแลผลของการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไรก่อนจึงจะสรุปผลได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมอบสำนวนการสอบสวนให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้
เมื่อถามว่า นางเรวดีหรือป้าติ้น ถือสำนวนการสอบสวนออกรายการโทรทัศน์ผิดหรือไม่ พล.ต.ท.ชาญเทพ กล่าวว่า ต้องว่าตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น อะไรผิดก็ว่าตามข้อเท็จจริงไป อย่างไรก็ตาม ได้สอบถามไปยัง พล.ต.ต.ธีระพงษ์ ทราบว่า ร.ต.ท.สมประสงค์ มีสำนวนคดีค้างเก่าเป็นจำนวนมาก ทางพล.ต.ต.ธีระพงษ์ จึงสั่งการให้มาสะสางสำนวนคดีที่สำนักงานผบก.น.4 ไม่มีการสั่งให้ช่วยราชการแต่อย่างใด ส่วนร.ต.ท.สมประสงค์ ไปเขียนคำให้การของพยานช่วยเหลือฝั่งนางเรวดีหรือป้าติ้นนั้น ขณะนี้น่าเชื่อว่าพฤติการณ์อาจมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น จะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยตั้งคณะทำงานขึ้นมาใหม่ มี พล.ต.ต.ธีระพงษ์ เป็นผู้ดำเนินการก่อน ขณะที่ทางกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ขอสำนวนดังกล่าวไปทั้งหมดแล้ว หากไม่มีความยุติธรรมตนสามารถเรียกสำนวนมาตรวจสอบใหม่ได้ ถึงแม้ว่าอยู่หน้าห้องสำนักงานผบก.น.4 ก็ต้องดำเนินการตามการกระทำผิด ตนจะไม่กล้าปกป้องหากมีการกระทำความผิด หากทุจริตก็ไล่ออกดำเนินคดีอาญา ส่วนกรณีที่นางเรวดีกล่าวหาว่ามีรองผกก.เรียกรับเงินในรายการโทรทัศน์นั้น ใครๆก็กล่าวหาได้ แต่ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ใครกล่าวหาก็ต้องรับผิดชอบ
ด้าน พ.ต.อ.อลงกรณ์ กล่าวว่า สำนวนดังกล่าวมีการตั้งคณะทำงานระดับกองบัญชาการ(บช.)ของกองบังคับการ (บก.) และของสถานีตำรวจนครบาล (สน.) สำนวนนี้ที่มีการแจ้งข้อหาคดียักยอกทรัพย์นั้นคณะทำงานดำเนินการสั่งไม่ฟ้องไปแล้ว เนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอ ทาง พ.ต.ท.จตุภูมิ มุตซาเคน รองผกก.(สอบสวน) สน.ประเวศ ดำเนินการต่อสู้ในกรณีดังกล่าวมาโดยตลอดว่ายังไม่ต้องออกหมายเรียกผู้ต้องหา เนื่องจากมีหลายประเด็นยังไม่สิ้นกระแสความ สุดท้ายเมื่อคณะทำงานตรวจสอบจนสิ้นกระแสความแล้ว พล.ต.ท.จารุวัฒน์ ไวศยะ ผบช.กมค. อดีตรองผบช.น. ดูแลงานกฎหมายและคดี ได้ดำเนินการตรวจสอบ ภายหลังจากที่ได้มีการแต่งตั้งโยกย้ายไปแล้ว ต่อมาทาง พล.ต.ท.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ตร. ได้ลงนามขณะดำรงตำแหน่ง รองผบช.น. ดูแลงานกฎหมายและคดี หัวหน้าคณะทำงาน สั่งไม่ฟ้องคดีดังกล่าว เนื่องจากมีพยานหลักฐานไม่เพียงพอ ทั้งนี้ จากการตรวจสอบทางเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานยืนยันว่า ไม่มีลายเซ็นของนางเรวดี รางวัลที่ 1 ที่ทั้ง 3 คนซื้อด้วยกันดังกล่าว

