เมื่อวันที่ 14 มีนาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่กว่า 20 คน นำโดยนายธีรภัทร์ คหะวงศ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ และนายวันชัย พูลช่วย เลขานุการเครือข่ายเฝ้าระวังธุรกิจสุรา เดินทางเพื่อขอเข้าพบ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อนำหลักฐานการกระทำผิดกฎหมายยื่นให้แก่ นพ.ปิยะสกล โดยนำหลักฐานป้ายโฆษณา ทั้งในรูปแบบของป้ายบิลบอร์ดขนาดใหญ่ ป้ายโฆษณาที่ติดบนผนังตึก อาคารสูงตามสถานที่ต่างๆ ใน กทม. โดยมี นพ.กิตติศักดิ์ กลับดี ที่ปรึกษารัฐมนตรี เข้ารับหนังสือดังกล่าวแทน โดยทางเครือข่ายได้ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ด้วยการกากบาทสีแดงทับป้ายที่ผิดกฎหมาย พร้อมทั้งชูป้ายเสียดสีด้วยข้อความต่างๆ อาทิ “ฆ่าเสือดำโฆษณาเสือแดง” “หลบเลี่ยงกฎหมายโฆษณาหาผลประโยชน์” “ป้ายโฆษณาบนตึกเปรมชัยผิดกฎหมายต้องจัดการ” เป็นต้น
นายธีรภัทร์ คหะวงศ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เครือข่ายได้นำหลักฐานเกี่ยวกับตราสัญลักษณ์ที่คล้ายและทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งติดป้ายขนาดใหญ่บนสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะกรณีการติดป้ายบนตึกของบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ที่มีนายเปรมชัย กรรณสูต เป็นประธานบริหารบริษัท ซึ่งได้เคยเข้ายื่นร้องเรียนต่อทางผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) แต่ดูเหมือนจะไม่มีความคืบหน้าใดๆ จึงต้องหันมาพึ่งพาทางกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อให้ช่วยดำเนินการเรื่องนี้ เนื่องจากเป็นการโฆษณาที่โจ่งแจ้งมาก
“วิวัฒนาการของการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีเพิ่มขึ้นตลอด กฎหมายก็มีการควบคุม แต่ปรากฏว่าธุรกิจสุราก็พยายามใช้หลายช่องทางหลีกเลี่ยง เพื่อโฆษณาให้ได้ในการทำยอดขาย แต่สิ่งสำคัญคือหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบก็ต้องดำเนินการจัดการการโฆษณาที่ผิดกฎหมายด้วย ซึ่งกรณีนี้ก็เข้าข่ายเช่นกัน ยิ่งการติดป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ยิ่งชัดเจนว่าเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 มาตรา 32” นายธีรภัทรกล่าว และว่า จากที่เครือข่ายเยาวชนลงสำรวจป้ายโฆษณาช่วงเดือนสิงหาคม 2560 และล่าสุด 4 กุมภาพันธ์ 2561 พบว่ามีป้ายผิดกฎหมายเป็นจำนวนมาก และถ้าหากใครลองขับรถออกจากบ้านต้องพบเห็นป้ายโฆษณาเหล้าเบียร์ลักษณะนี้อย่างแน่นอน แปลกใจมากว่าเรามีกฎหมายควบคุม แต่เหตุใดไม่จัดการ ปล่อยให้โฆษณากระตุ้นยอดขาย สร้างการมอมเมา ทั้งนี้ หากดำเนินคดีถึงที่สุดแล้วเราขอให้ สธ.นำเงินสินบนนำจับที่ได้จากค่าปรับ ซึ่งคิด 30% จากจำนวนค่าปรับทั้งหมด มอบเข้ากองทุนที่ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำเมาด้วย
นพ.กิตติศักดิ์กล่าวว่า ตนจะนำเรื่องเสนอต่อ นพ.ปิยะสกลเพื่อพิจารณา เนื่องจากหากยังมีความคาบเกี่ยวและทำให้ประชาชนเข้าใจผิดในตราสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แม้จะมีการขึ้นทะเบียนเป็นเครื่องดื่มก็ตาม ซึ่งตรงนี้หากจะมีการดำเนินการให้ชัดเจนจะต้องมีการปรับปรุงกฎหมาย ทั้งในส่วน พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522 ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นผู้ดูแล ขณะเดียวกันก็อาจต้องมีการหารือในเรื่องระเบียบหรือการดำเนินการเอาผิดให้ชัดเจนในส่วนของ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วยเช่นกัน เพราะผลสำรวจที่ผ่านมาได้สอบถามความคิดเห็นประชาชนว่า หากพบเห็นภาพ ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายการขาย แม้จะไม่ใช่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์สามารถทำให้เข้าใจได้ว่าหมายถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถึงร้อยละ 99.12 ดังนั้น จึงต้องระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเพื่อหาทางดำเนินการเรื่องนี้ให้ดีที่สุด

นพ.นิพนธ์ ชินานนท์เวช ผอ.สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค (คร.) กล่าวว่า ขณะนี้อนุกรรมการพิจารณาการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่มี ศ.เกียรติคุณ นพ.วิฑูรย์ อึ้งประพันธ์ เป็นประธาน ได้รับเรื่องและพิจารณาเบื้องต้นพบว่า มีมูลเข้าข่ายความผิด แต่ยังไม่ได้ชี้ขาดว่าผิด เพราะต้องมีการรวบรวมข้อมูลหลักฐานก่อน อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยใช้ตราสัญลักษณ์ ข้อความหรือภาพนั้น หากเป็นความผิดตรงๆ จะเข้าข่ายโทษตามมาตรา 32 มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และจะถูกปรับอีกวันละ 50,000 บาท จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง ซึ่งในส่วนของตราสัญลักษณ์ที่อาจมีการอ้างว่าไม่ใช่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่เป็นตราสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มนั้น ก็ต้องมีการรวบรวมข้อมูลว่าจริงๆ แล้วเป็นอย่างไร เพราะจากผลสำรวจก็ชัดเจนว่าเมื่อพบเห็นทำให้เข้าใจว่าเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
“เบื้องต้นต้องประสานกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่ามีใครเกี่ยวข้อง ต้องไปดูถึงเจ้าของอาคารที่ติดตั้งป้าย บริษัทที่รับจ้างโฆษณา ผู้ว่าจ้างและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดด้วย ทั้งนี้ ในวันที่ 9 เมษายน จะมีการประชุมคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งหากรวบรวมข้อมูลหลักฐานต่างๆ ได้ทันก็จะนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมด้วย” นพ.นิพนธ์กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า สธ.มีอำนาจในการสั่งปลดป้ายหรือไม่ นพ.นิพนธ์กล่าวว่า สธ.ไม่มีอำนาจตรงส่วนนี้ แต่เป็นอำนาจของท้องถิ่นในการจัดการ ซึ่งในที่นี้คือกรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยปกติก็จะมีคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับจังหวัด (กทม.) พิจารณาในพื้นที่ ซึ่งสามารถประชุมและพิจารณากรณีนี้ได้เลย

