เมื่อวันที่ 17 มีนาคม ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการกระทรวงยุติธรรม บรรยายพิเศษทางวิชาการให้แก่ผู้เข้ารับการอบรม “หลักสูตรหลักประจำ” ตามพระราโชบาย รุ่นที่ 1/61 เป็นวันที่สาม ในการฝึกอบรมจิตอาสา ณ กองพันฝึกส่วนหลัง เขตพระราชฐานในพระองค์ฯ ถนนวิภาวดีรังสิต
ม.ล.ปนัดดา กล่าวในตอนหนึ่งของการบรรยายพิเศษว่า “นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณปกเกล้าปกกระหม่อม ที่ได้มาปฏิบัติหน้าที่บรรยายพิเศษเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงเป็นแรงบันดาลใจให้กับปวงชนชาวไทย พระองค์ท่านได้ทรงมีพระราชดำรัสขอให้ลูกหลานเยาวชน ครูอาจารย์ และประชาชนชาวไทยได้ร่วมกันสืบสานพระราชปณิธานแห่งความดีงามตามรอยพระยุคลบาทของสมเด็จพระบรมชนกนาถ ร่วมกันสร้างพลังแห่งความดี ปรัชญาความพอเพียง และความสมัครสมานสามัคคีให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชนชาวไทยอย่างยั่งยืน
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระราชทานความห่วงใยในลูกหลานเยาวชนผู้ล้วนเป็นอนาคตของชาติ พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสให้ช่วยกันเสริมช่วยกันสร้างคนดีมีความรู้ และกอปรด้วยคุณธรรมจริยธรรม เพื่อนำพาชาติประเทศสู่ความเจริญรุ่งเรือง”
ม.ล.ปนัดดา กล่าวให้จิตอาสาฟังต่อไปว่า “พระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งทรงมีพระวิสัยทัศน์อันยาวไกลอย่างยิ่ง ทรงวางรากฐานของการปกครองสยามประเทศไว้อย่างเหมาะสมกับความพร้อมของราษฎรและบริบททางการปกครองของแผ่นดินสยามหรือสยามใหม่ในขณะนั้น ที่เรียกว่า ‘มณฑลเทศาภิบาล’ แต่ละมณฑลมีข้าหลวงเทศาภิบาลเป็นผู้ปกครองดูแล โดยแบ่งเขตการปกครองออกเป็น มณฑล เมือง(จังหวัด) อำเภอ ตำบล และบ้าน(หมู่บ้าน) ตามลำดับ และยังทรงวางรากฐานด้านสาธารณูปโภคและสาธารณูปการไว้ให้แก่ราชอาณาจักรสยามอีกหลายประการ อาทิ การไฟฟ้า การประปา การรถไฟ การไปรษณีย์ ฯลฯ แม้แต่ทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีการเลิกทาส ซึ่งถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้แก่ราษฎรและประเทศชาติ นอกจากนั้นพระองค์ยังทรงเจริญพระราชไมตรีกับพระราชวงศ์ต่างประเทศอย่างแนบแน่นในหลายประเทศที่ยังดำรงอยู่ในความทรงจำของคนไทย เช่น สมเด็จพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซีย ซึ่งทั้งสองพระองค์ทรงเป็นพระสหายที่มีความรักสนิทสนมกันอย่างยิ่ง และด้วยความใกล้ชิดสนิทสนมกันนี้ส่งผลให้ประเทศมหาอำนาจหลายประเทศในขณะนั้นมีความเกรงอกเกรงใจ และให้ความเป็นมิตรกับราชอาณาจักรสยามเป็นอย่างดี
ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เป็นช่วงที่หลายประเทศในโลกเกิดความขัดแย้งกันจนนำไปสู่การเกิดสงครามโลก ครั้งที่ 1 พระองค์ทรงมุ่งเน้นในเรื่องของการเสริมสร้างความรักในชาติบ้านเมืองและความรู้รักสามัคคีในหมู่ราษฎร ดั่งความตอนหนึ่งในบทพระราชนิพนธ์ของพระองค์ที่ว่า
‘ชาติใดไร้รักสมัครสมาน
จะทำการสิ่งใดก็ไร้ผล
แม้ชาติย่อยยับอับจน
บุคคลจะสุขอยู่อย่างไร’
และพระองค์ทรงมีความสนพระราชหฤทัยในกิจการลูกเสือ โดยเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2454 ทรงพระราชทานกำเนิดกิจการลูกเสือไทย ทรงมุ่งเน้นให้มีการเตรียมความพร้อมราษฎรในการช่วยเหลือชาติบ้านเมือง และรวมถึงในหมู่เด็กชายเพื่อให้มีความรู้เท่าทันและเมื่อเติบโตขึ้นจะได้รู้จักหน้าที่และประพฤติตนให้เป็นประโยชน์ต่อแผ่นดิน
มาในปัจจุบันแห่งรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 พระองค์ทรงพระราชทานพระบรมราโชบายด้านการศึกษา ที่เป็นแนวทางสำคัญของชีวิตคนทุกคนในอันที่จะสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยมุ่งสร้างพื้นฐานที่ดีงามให้แก่เด็กและเยาวชน ได้แก่ การเสริมสร้างให้มีทัศนคติที่ถูกต้องต่อชาติบ้านเมือง มีพื้นฐานชีวิตที่มั่นคง มีคุณธรรมจริยธรรม มีสัมมาชีพอันสุจริต และเป็นพลเมืองดีของชาติอันถือเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงใส่พระราชหฤทัยในทุกข์สุขของราษฎร อันเป็นที่มาประการสำคัญของการพระราชทานให้มี ‘ประชาชนจิตอาสา’ ขึ้น เพื่อเสริมสร้างให้เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ มีความอดทน เสียสละ ซื่อสัตย์สุจริต เอื้ออาทรต่อผู้อื่น และพร้อมที่จะเป็นกำลังสำคัญในการดูแลรักษาชาติบ้านเมืองให้มีความมั่นคงถาวร
พระองค์ทรงมีพระเมตตาต่อข้าราชการผู้รับผิดชอบงานของแผ่นดินในการปฏิบัติหน้าที่ราชการต่างพระเนตรพระกรรณ ‘บำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชน’ โดยเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2560 ซึ่งตรงกับ ‘วันข้าราชการพลเรือน’ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานพระบรมราโชวาทแก่ข้าราชการทุกหมู่เหล่า ความว่า งานราชการ คืองานของแผ่นดิน มีผลเกี่ยวเนื่องโดยตรงถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนทุกคน ดังนั้น ข้าราชการผู้ปฏิบัติบริหารงานของแผ่นดิน จึงต้องทำความเข้าใจถึงความสำคัญในหน้าที่และความรับผิดชอบของตนให้ถ่องแท้ แล้วร่วมกันคิดร่วมกันทำด้วยความอุตสาหะ เสียสละ และด้วยความสุจริตจริงใจ โดยถือประโยชน์ที่จะเกิดจากงานเป็นหลักใหญ่ งานของแผ่นดินทุกส่วนจักได้ดำเนินก้าวหน้าไปพร้อมกัน และสำเร็จประโยชน์ที่พึงประสงค์ คือ ยังความเจริญมั่นคงให้เกิดแก่ประเทศชาติและประชาชนได้แท้จริงและยั่งยืนตลอดไป” ม.ล.ปนัดดา กล่าว






