เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 19 มีนาคม ที่โรงแรมปรินซ์พาเลซ มหานาค กรุงเทพฯ พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวถึงประเด็นการทุจริตเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยและคนไร้ที่พึ่ง ของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง นิคมสร้างตนเอง ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูง ว่า ได้สั่งการให้อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) ให้เปลี่ยนการจ่ายเงินโดยใช้ระบบอีเพย์เมนต์ให้มากที่สุด พื้นที่ใดพร้อมก็สามารถทำได้ทันที หากรายใดมีปัญหา อยากให้ประชาชนตื่นตัว หรือแจ้งผู้บังคับบัญชา ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ศูนย์ดำรงธรรม สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ในทันที ไม่ใช่ปล่อยให้ผ่านไปเป็นปี ไม่เช่นนั้นจะถือว่าประชาชนมีส่วนร่วมด้วย ต้องการกวาดล้างการทุจริตเหล่านี้ให้หมดไปจากสังคม ซึ่งประชาชนตื่นตัวให้ความร่วมมือด้วย
ถามว่าประธานคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงปลัดและรองปลัด พม. เล็งขอขยายเวลาสืบสวนเพิ่มเติม จากที่กำหนดไว้ว่าสิ้นเดือนมีนาคม จะทราบผล พล.อ.อนันตพรกล่าวว่า ยังไม่ทราบ และขณะนี้คณะกรรมการยังไม่ได้รายงานความคืบหน้าผลการสืบสวนมายังตน ซึ่งตนก็ใจร้อนเช่นกันอยากทราบความคืบหน้าผลการดำเนินงาน ส่วนการขยายระยะเวลาจะต้องทำเรื่องเสนอมาเพื่อจะพิจารณาว่าควรขยายหรือไม่ ซึ่งระเบียบราชการก็ไม่สามารถลงโทษได้ทันที จึงต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ใต้บังคับบัญชาทุกขั้นตอน ดังนั้น จึงจะใช้อำนาจที่มีเพื่อให้เรื่องคืบหน้า ไม่ใช่ขอเลื่อนเวลาไปอย่างเดียว แต่การสอบสวนไม่คืบ
ถามอีกว่า ที่ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ในพื้นที่มีการพยายามล็อบบี้ประชาชนให้ข้อมูลกับทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ที่ลงพื้นที่ตรวจสอบ พล.อ.อนันตพรกล่าวว่า ประชาชนที่ดีจะต้องไม่ให้ใครมาล็อบบี้ ช่วยภาครัฐ หากไปยอมร่วมมือกับคนไม่ดีก็จะถือว่ามีส่วนร่วม ส่วนที่เปิดช่องทางให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่แจ้งข้อมูลการทุจริตมายังกระทรวงพม. นั้นขณะนี้มาจำนวนมาก แต่ไม่ได้ส่งผ่านตน โดยส่งไปยังคณะกรรมการที่ได้ตั้งไว้ ซึ่งเขาจะทำการสรุปข้อมูลแล้วส่งมาให้ตนอีกครั้ง ขณะนี้คิดว่าคงต้องพอแล้วต้องมีเดดไลน์ เพราะบางคนรอนั่นรอนี่ ดังนั้นหากใครที่มั่นใจมาให้ข้อมูลก็จะกันตัวไว้เป็นพยานเลย ส่วนที่ยังลังเลยื้อเวลาคงไม่รอแล้ว ถือว่าไม่มีความตั้งใจที่จะให้ความร่วมมือ
ด้าน นางนภา เศรษฐกร อธิบดี พส.กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากที่ได้มีการตรวจสอบการทุจริตเงินสงเคราะห์ฯ พบมีมูลความผิด 21 แห่ง และได้มีการสั่งย้ายหัวหน้าหน่วยออกจากพื้นที่ 16 คน รวมถึงเจ้าหน้าที่ในศุนย์ 6 คน รวมเป็น 22 คน โดยในวันนี้ (19 มี.ค.) พึ่งเซ็นคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงแล้ว 5-6 แห่ง ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันว่าทุกคนที่ถูกตั้งคณะกรรมการสอบจะมีความผิด ต้องรอผลการสอบสวน และต้องให้ความเป็นธรรมกับเขาด้วย

