เมื่อวันที่ 20 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่าความคืบหน้ากรณีนายชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แจ้งความคืบหน้ากรณีถูกแจ้งความดำเนินดีกรณีแชร์ภาพกระเป๋าถือของภริยาพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระบุว่าล่าสุดเมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2561 ได้ทำยื่นหนังสือถึงพนักงานสอบสวนปอท. เพื่อยื่นคำให้การเพิ่มเติม ในหนังสือดังกล่าวมีเนื้อหาใจความสรุปว่า ตามที่ พ.ต.อ. โอฬาร สุขเกษม ผู้กำกับการกองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษข้าพเจ้า ต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ในความผิดอาญาฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่า เป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จและข้อมูลอันเป็นเท็จนั้น น่าจะก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 มาตรา 14 (2), (5) ตามคดีอาญาที่ 5/2561 ที่อ้างถึงข้างต้นนั้น ข้าพเจ้า มีความประสงค์จะขอให้การต่อพนักงานสอบสวนเพิ่มเติมดังต่อไปนี้ 1. ข้าพเจ้าขอให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา ตามที่ผู้กล่าวหากล่าวโทษทุกประการ ข้าฯ ไม่ได้กระทำความผิดใด ๆ ทางอาญาตามที่ถูกกล่าวหาเลย
2.ขอให้การว่าตามที่พนักงานสอบสวนคนเดิม ได้แจ้งข้อกล่าวหาว่าข้าพเจ้ากระทำผิดอาญา ฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จและข้อมูลอันเป็นเท็จนั้น น่าจะก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 มาตรา 14 (2), (5) นั้น ข้าพเจ้าเห็นว่า ไม่ว่าการจะเป็นประการใดก็ตามแต่ ตามข้อเท็จจริงในบันทึกแจ้งข้อกล่าวหานั้นการกระทำใด ๆ ตามบันทึกแจ้งข้อกล่าวหานั้น ไม่ได้เป็นความผิดในความผิดตามฐานความผิดที่พนักงานสอบสวนคนเดิม แจ้งข้อกล่าวหาต่อข้าฯแต่อย่างใด เนื่องจากมูลแห่งคดีนี้ ไม่ได้ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน วมทั้งไม่เป็นเหตุ ที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะของประเทศ ดังนั้น บทกฎหมายดังกล่าวไม่อาจนำมาใช้บังคับต่อมูลคดีที่ถูกกล่าวหาได้เลย
3.ข้าพเจ้าขอให้การว่าการกระทำของข้าพเจ้าในคดีนี้ ไม่เป็นความผิดทางอาญา ทางแพ่ง และขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใด เพราะกรณีดังกล่าว เกิดขึ้นจากมีบุคคลผู้มีชื่อ ได้ลงภาพถ่ายของภรรยาของหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ โดยได้แสดงข้อความความคิดเห็นของเขาต่อกระเป๋าถือของภรรยา ของหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติในภาพดังกล่าว โดยภาพและข้อความเหล่านั้น บุคคลดังกล่าวได้แสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ตามความเห็นของตน โดยการส่งข้อความลงในเว็บเพจชื่อเฟสบุ๊กในบัญชีของตน โดยแสดงให้ปรากฏเป็นสาธารณะ ซึ่งบุคคลผู้ใช้เว็บเพจเฟสบุ๊ก สามารถเข้าถึงและสามารถเห็นข้อความดังกล่าวได้ทุกคน เช่นเดียวกับที่ข้าฯสามารถเข้าถึงภาพและข้อความดังกล่าวได้ ส่วนข้อความที่ข้าพเจ้า แสดงความเห็นไปนั้น หากพิจารณาโดยเป็นธรรมแล้ว จะเห็นว่าไม่ได้แสดงความคิดเห็นใด ๆ อันเกี่ยวข้องกับภรรยาของหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติเลย เพราะเป็นข้อความ ที่แสดงให้เห็นถึงลักษณะทั่ว ๆ ไปของบุคคลในสังคมในฐานะนั้น ๆ ว่ามีลักษณะและการดำรงตนอย่างไร ข้าพเจ้าเห็นว่าข้อความที่แสดงออกไปนั้น ไม่มีส่วนเกี่ยวพันกับภรรยาของหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติเลย และไม่มีผลสนับสนุนหรือชี้นำใด ๆ ต่อผู้คนในสังคม ให้เห็นว่ากระเป๋าถือของภรรยาของหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ มีราคาค่างวดเท่าใดหรือเพียงใด
และ4.ข้าพเจ้าขอให้การว่า เนื่องจากมูลคดีนี้ ผู้ได้รับความเสียหายไม่ใช่ผู้กล่าวโทษ ผู้กล่าวโทษ จึงไม่มีอำนาจแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดี เนื่องจากตามบทกฎหมายที่พนักงานสอบสวนอ้างถึงนั้น คดีนี้เป็นความผิดอันยอมความกันได้ ดังนั้น เมื่อผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดี พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจสอบสวนและดำเนินคดีนี้
อย่างไรก็ดีในหนังสือดังกล่าวยังได้ขอให้พนักงานสอบสวน สอบพยานเพิ่มเติม 2 ราย ได้แก่ ศ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ และดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ

