นักวิชาการ ยกบทเรียนต่างประเทศ ชี้เซตซีโร่หมาจรจัดด้วยการฆ่าไม่ใช่คำตอบ

21.03.18 | 15:00 น.

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม  รศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี นักวิชาการด้านสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ ม.เชียงใหม่ โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก Pinkaew Laungaramsri แสดงความเห็นประเด็นการเซตซีโร่หมาจรจัด ระบุว่า

 

อ่านข่าววิธีการจัดการกับปัญหาหมาจรจัดโดยข้าราชการไทย ไม่ว่าจะข้อเสนอเรื่องเก็บภาษีคนเลี้ยง หรือเซตซีโร่ด้วยการฆ่าหมู่ในทุ่งสง แล้วไม่ต้องแปลกใจว่าเหตุใดปัญหาพิษสุนัขบ้า ถึงได้รุนแรงขึ้นทุกปี เรามีข้าราชการที่มักง่าย ขาดความรู้ และไม่สนใจที่จะขวนขวายหาทางออกในการแก้ปัญหาที่สำคัญของประเทศมากเกินไปในระบบราชการไทย ข้าราชการเหล่านี้ นั่งในตำแหน่งที่สูง กุมนโยบายการบริหารประเทศ และสร้างความหายนะไม่เว้นแต่ละวัน

ปัญหาหมาจรจัด เป็นปัญหาที่มีความละเอียดอ่อน ซับซ้อน และเป็นปัญหาระดับโลก ไม่ใช่แค่ไทย ในแต่ละประเทศมีปัญหาที่แตกต่างกัน มี dog ecology ที่ไม่เหมือนกันระหว่างโลกเหนือกับโลกใต้ หลายศตวรรษที่ผ่านมา หลายวิธีการได้ถูกนำเอามาใช้เพื่อแก้ปัญหา แน่นอน วิธีการอย่าง Culling หรือคัดสรรฆ่า แบบที่ทำกันที่ทุ่งสง เป็นทางลัดที่ทุกประเทศทำกันมาแล้วทั้งสิ้น แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ Mass killing กลับไม่เคยช่วยแก้ปัญหาหมาจรจัด หรือลดจำนวนประชากรหมาลงแต่อย่างใด

ในตลอดศตวรรษที่ 19 ที่จักรวรรดินิยมอังกฤษปกครองอินเดีย อังกฤษได้ฆ่าหมาจรจัดในอินเดียทุกปีๆ ละไม่น้อยกว่า 50,000 ตัว การฆ่าหมู่ดำเนินต่อเนื่องมายาวนานแม้หลังอินเดียประกาศเอกราชแล้ว มีทั้งที่ตีจนตาย หรือต้อนหมาไปยืนในน้ำแล้วชอร์ตไฟจนตายหมู่ จนในที่สุด ในปี 1993 รัฐบาลอินเดียต้องออกมายอมรับว่า วิธีการดังกล่าวนั้นล้มเหลว ไม่ได้ช่วยทำให้ประชากรหมา และโรคพิษสุนัขบ้าลดลงแต่อย่างใด (โปรดดู https://blog.socialcops.com/intelligen…/stray-dogs-in-india/) ในทางกลับกัน อินเดียกลับกลายเป็นประเทศที่มีหมาจรจัดที่มากที่สุดในโลกมาจนถึงทุกวันนี้ ประมาณกันว่า ทั่วประเทศมีไม่ต่ำกว่า 35 ล้านตัว และมีปัญหาโรคพิษสุนัขบ้าที่รุนแรงที่สุดประเทศหนึ่งในโลก

Advertisement

แต่การตระหนักว่า การฆ่าหมู่ ไม่ใช่ทางออกสำหรับปัญหาหมาจรจัด ได้ทำให้รัฐบาลอินเดียประกาศให้มีกฎหมายห้ามทารุณกรรมสัตว์ ห้ามฆ่าสัตว์หมู่ ตลอดจนตรากฎหมายการคุมกำเนิดสัตว์ขึ้นในเวลาต่อมา แต่ในรัฐท้องถิ่น การใช้วิธีการฆ่าหมู่ ยังดำเนินต่อไปในบางท้องที่ และกลายเป็นชนวนความขัดแย้งระหว่างรัฐท้องถิ่นและประชาชนอยู่เนืองๆ

ทำไมการฆ่าหมู่หมาจึงไม่ช่วยลดประชากรหมาจรจัด และปัญหาโรคพิษสุนัขบ้าในอินเดีย?

องค์กร PETA ให้ความเห็นว่า นิเวศวิทยาของหมาจรจัดในประเทศเขตร้อนกับประเทศเขตอบอุ่นนั้นแตกต่างกัน ในเขตอบอุ่นที่มีอากาศหนาวจัดหลายเดือน และมีระบบการทิ้งขยะแบบปิด หมาจรจัดไม่สามารถที่จะใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกได้โดยเฉพาะในฤดูหนาว เพราะไม่มีทั้งอาหาร และอากาศหนาวจัดเกินไป การแพร่พันธุ์อย่างกว้างขวาง จึงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แน่นอนที่ว่า แม้กระนั้นก็ตาม ในยุโรปแม้จนปัจจุบัน ก็ยังมีหมาจรจัดอยู่ตามท้องถนนอยู่ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านตัว ถึงจะใช้วิธีการฆ่าแล้วก็ตามที แต่ในประเทศกำลังพัฒนา ที่อากาศดีตลอดทั้งปี และการทิ้งขยะแบบเปิดในที่สาธารณะทั่วไป สภาพนิเวศเช่นนั้น ทำให้หมาจรจัดสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ตามถนนหนทาง และซอกซอยต่างๆ การปราศจากนโยบายการคุมกำเนิดหมาอย่างมีประสิทธิภาพของรัฐในประเทศกำลังพัฒนา ได้ทำให้หมาเหล่านี้แพร่พันธุ์อย่างรวดเร็ว และครอบครองพื้นที่เป็น habitat ของตนเอง หรือกลุ่มของตนเอง การย้ายหมาที่เคยอยู่ในพื้นที่เดิมออกไปจำนวนหนึ่งด้วยการฆ่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อมาคือ หมาต่างถิ่นก็จะย้ายเข้ามาแทนที่ และผสมพันธ์ุกันจนออกลูกออกหลานอย่างรวดเร็วเช่นเดิม

ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ หมาเป็นสัตว์ที่เดินทางย้ายถิ่นหาอาหารและผสมพันธุ์ ไม่เคยมีนโยบายการฆ่าหมู่ในประเทศไหนที่ห้ามธรรมชาติในเรื่องนี้ได้ แต่แม้ข้อเท็จจริงจะเป็นดังที่ว่า การใช้การฆ่าเป็นทางลัด แทนแนวทางการควบคุม ยังคงเกิดขึ้นเสมอๆ และสร้างความขัดแย้งระหว่างรัฐกับพลเมือง หรือระหว่างพลเมืองด้วยกันเองในสังคมตลอดมา ดังกรณีการประท้วงใหญ่ในมุมไบในปี 2015 ต่อคำสั่งของศาลสูงในเคราลา และบอมเบย์ในการกำจัดหมาจรจัด ซึ่งขัดกับกฎหมายหลักของประเทศ จนคำสั่งดังกล่าวต้องถูกยกเลิกในที่สุด

Rahul Sehgal ผู้อำนวยการของ Humane Society International (HSI) ได้เสนอความเห็นที่น่าสนใจว่า หากปัญหาหมาจรจัด เป็นปัญหาใหญ่ในอินเดีย เหตุใดจึงไม่ยกระดับให้เป็นหนึ่งในปัญหา “การพัฒนา” เช่นเดียวกับปัญหาอื่นๆ เช่นความยากจน การศึกษา HIV และโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ? และถ้าใช้กรอบคิดเรื่องการพัฒนาเป็นตัวตั้ง สิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่คือ เรื่องโรคพิษสุนัขบ้า (ไม่ใช่หมาจรจัด) ทำไมอินเดียจึงไม่วางแผนเพื่อแก้ปัญหานี้ให้หมดไป เช่นเดียวกับที่เคยทำได้ผลในกรณีของโรคโปลิโอ?

และหากการฆ่าหมู่ ไม่ใช่วิธีการที่ได้ผลในการลดปัญหาการระบาดของพิษสุนัขบ้า ดังที่เห็นมาแล้วจากประวัติศาสตร์หลายร้อยปี แนวการพัฒนาอื่นที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ จะได้แก่อะไรบ้าง? Sehgal เห็นว่า หมาจรจัดในอินเดีย มีนิเวศวิทยาที่ต่างไปจากที่อื่น วิธีที่จะลดประชากรหมาเหล่านี้ลง ทำได้ด้วยนโยบายที่ทำให้หมาเหล่านี้มีอนามัยที่ดี มีการทำหมัน และได้รับวัคซีนสม่ำเสมอเท่านั้น WHO ก็เห็นเช่นเดียวกันว่า วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันพิษสุนัขบ้าคือต้องสามารถฉีดวัคซีนให้ได้อย่างน้อยที่สุด 70% ของประชากร ในทำนองเดียวกัน การทำหมันหมาให้ได้อย่างน้อยที่สุด 70% ของประชากรทั้งหมด จะสามารถสร้างเสถียรภาพของประชากรหมาในแต่ละพื้นที่ได้ไม่ให้เพิ่มจำนวนได้อีก (โปรดดู https://www.theguardian.com/…/animal-welfare-stray-dogs-dev…)

หันไปดู ประเทศเขตร้อนที่เจริญแล้วบ้าง ในสิงคโปร์ รัฐบาลวางแนวทางในการแก้ปัญหาหมาจรจัดระดับชาติซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2014 ด้วยนโยบาย trap-neuter-release-manage หรือ จับ-ทำหมัน-ปล่อยคืนถิ่น-จัดการ โดยมีแผนที่จะทำหมันหมาให้ได้ 70% ทั้งประเทศภายในระยะเวลา 5 ปี พร้อมทั้งการทำวัคซีน หาบ้านให้อยู่ (rehome) หรือปล่อยคืนถิ่น การฆ่า หรือ culling จะไม่ถูกนำมาใช้ ยกเว้นในกรณีที่จำเป็นจริงๆ และไม่มีทางเลือกเท่านั้น (โปรดดู http://www.straitstimes.com/…/joint-effort-to-manage-stray-…)

แน่นอนที่ว่า การจะทำเช่นนี้ได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย และต้องเปลี่ยนวิธีคิดในการมองหมาจรจัดในท้องถิ่นในฐานะภัยคุกคาม AVA หน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้ของสิงคโปร์เห็นว่า การแก้ปัญหาหมาจรจัดนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ต้องวางอยู่บน “ฐานข้อมูลและวิทยาศาสตร์ และด้วยความร่วมมือร่วมใจ/การมีส่วนร่วมของชุมชน” อันที่จริง การจัดการหมาจรจัดโดยชุมชน หรือหมาชุมชน (community dogs) นั้นเป็นเรื่องที่ชาวบ้านทำกันมานานแล้ว และทำกันในหลายประเทศ แม้แต่ในกรีซ (http://www.lifewithdogs.tv/…/greeces-stray-dogs-loved-and-…/) ในไทยนั้น หมาจรจัดจำนวนไม่น้อยถูกเลี้ยงดูโดยชุมชน ปัญหาอยู่ที่ว่า รัฐไม่เคยมองเห็นความสัมพันธ์นี้ และดังนั้น จึงไม่เคยคิดที่จะยกระดับไปสู่การจัดการสาธารณสุขหมาโดยชุมชน

ในขณะที่ทิศทางของการจัดการหมาจรจัดในประเทศกำลังพัฒนากำลังพูดถึงแนวทางในการควบคุม ป้องกัน และการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน ในกรณีของไทย เรื่องหมาจรจัด ไม่เคยถูกศึกษา หาความรู้ แสวงหาแนวทางในการแก้ปัญหากันจริงๆจังๆ ไม่มีแม้แต่หน่วยงานที่เป็นเจ้าภาพรับผิดชอบหลักเสียด้วยซ้ำไป เมื่อเกิดปัญหาการแพร่ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้า ก็ลุกขึ้นมาฆ่าหมากันที หรือไม่ก็ปลุกกระแสความหวาดกลัวและเกลียดชังหมาจรจัด ไม่แม้แต่จะมีความรู้ว่า ถ้าจะเซตซีโร่ ปัญหาโรคพิษสุนัขบ้ากันจริงๆ ควรจะมีกลไกอะไรบ้าง ปล่อยให้หน้าที่ในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ ตกเป็นภาระกับองค์กรการกุศลเอกชน ที่ทำได้ก็เพียงทำหมัน ทำวัคซีนหมาแมวจรจัด ตามกำลังบริจาคของประชาชน ซึ่งก็น้อยเต็มที และโดยที่แทบจะไม่เคยได้ยินว่าบรรษัทที่ร่ำรวยจากการขายอาหารสัตว์ ยาสัตว์ในไทย ได้ทำอะไรที่ช่วยเหลือในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง จะช่วยเหลือสังคม ช่วยเหลือรัฐที่จนทรัพยากร คืนกำไรให้กับสังคมสัตว์ได้อย่างไรบ้าง ซึ่งช่างต่างจากพวกอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงในต่างประเทศเสียเหลือเกิน (โปรดดู https://www.petfoodindustry.com/…/6087-pet-food-companies-t…)

ในสถานการณ์ที่ hopeless เช่นนี้ของไทย ดิฉันไม่คาดหวังอะไรมาก สิ่งที่เหลือให้ทำได้ สำหรับปัจเจกบุคคลอย่างดิฉันคือ นอกเหนือจากใช้ทุนทรัพย์ส่วนตัว ทยอยทำหมัน ฉีดวัคซีนหมา และทยอยพาหมาเท่าที่ดิฉันรู้จัก ในละแวกที่อยู่อาศัย ไปใช้ facility ของเทศบาล ทำหมันหมาเหล่านี้ ให้ได้อย่างน้อย 70% ของพื้นที่ที่ดิฉันอาศัยอยู่ ใช้บ้านตัวเองเป็น shelter ชั่วคราวให้หมาเหล่านี้พักฟื้น ก่อนที่จะนำมันกลับคืนสู่ถิ่นต่อไป ด้วยหวังว่า อย่างน้อยที่สุดในบริเวณนี้ หมาจะมีสุขภาพที่ดี และประชากรไม่เพิ่มมากไปกว่านี้ อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ถ้าใครยังอยากจะเซตซีโร่ ด้วยการฆ่า ทั้งที่แนวทางนี้นั้น ไม่พาไปไหน ก็เชิญเถิดค่ะ เอาที่ท่านสบายใจเถิด