เมื่อเวลา 13.40 น. วันที่ 22 มีนาคม ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นายปรีชา ใคร่ครวญ หรือ ครูปรีชา และนางรัตนาพร สุภาทิพย์ หรือ เจ๊บ้าบิ่น ผู้ต้องหาในคดีแจ้งความเท็จสลากกินแบ่งรัฐบาลชุดที่ถูกรางวัลมูลค่า 30 ล้านบาท ได้เดินทางเข้าพบพล.ต.ต. ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ป. เพื่อทำหนังสือขอคัดสำนวนการสอบสวนในคดีหวย 30 ล้าน เพื่อนำสำนวนดังกล่าวส่งให้กระทรวงยุติธรรม
นายปรีชา กล่าวว่า สำหรับการเดินทางมายังกองปราบปราม ในวันนี้ก็เพื่อต้องการยื่นเรื่องขอให้ทางพนักงานสอบสวนคดีดังกล่าวมีการสอบสวนพยานบุคคลเพิ่มเติมในบางประเด็นที่ยังขาดไป เนื่องจากเห็นว่าประเด็นดังกล่าวน่าจะเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี นอกจากนี้ยังได้ถือโอกาสมาขอหลักฐานรายละเอียดทางสำนวนคดีบางส่วน ประกอบด้วย บันทึกการจับกุม การแจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิ์ของทางผู้ต้องหา เพื่อเตรียมไว้ใช้ในการยื่นเรื่องขอคัดสำนวนคดีจากทางพนักงานสอบสวน บก.ป. ก่อนนำไปมอบให้กับกระทรวงยุติธรรมใช้ประกอบการพิจารณาจากกรณีที่ตนได้เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อกระทรวงยุติธรรมเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เพื่อขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับคดีหวยอลเวงเป็นคดีพิเศษ
“ส่วนที่ก่อนหน้านี้ได้มีการเดินสายเข้าร้องเรียนตามหน่วยงานต่างๆก็ถือเป็นการทำตามเป็นสิทธิ์ที่สามารถทำได้ เนื่องจากหน่วยงานที่ได้เข้าร้องเรียนนั้นก็มีสิทธิ์ในการพิจารณาคดีดังกล่าวด้วยเช่นกัน ส่วนหลังจากนี้จะมีการไปร้องเรียนตามหน่วยงานอื่นๆเพิ่มเติมอีกหรือไม่นั้นยังไม่สามารถบอกได้คงต้องรอดูผลจากการร้องเรียนตามหน่วยงานที่ผ่านมาก่อน” นายปรีชากล่าว
นายปรีชา กล่าวว่า หลังจากที่เข้าร้องเรียนตามหน่วยงานต่างๆตนยอมรับว่ารู้สึกสบายใจมากขึ้น เนื่องจากได้ใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย ซึ่งตนก็คาดหวังว่าทางผู้ใหญ่จะมีเมตตา คิดทบทวนถึงเรื่องดังกล่าวทั้งหมดอีกครั้ง อย่างไรก็ตามตนอยากฝากขอบคุณไปยังประชาชนที่ยังคงติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว และคำติชมต่างๆนานา อย่างไรก็ตามอยากบอกว่าขณะนี้คดีดังกล่าวศาลยังไม่ได้ตัดสินว่าใครเป็นเจ้าของหวยที่แท้จริง และในเดือน พ.ค. ศาลแพ่งจะมีการนัดสืบพยานเกี่ยวกับที่ไปที่มาของลอตเตอรี่ดังกล่าว ซึ่งการจะตัดสินว่าใครเป็นเจ้าสิทธิ์ลอตเตอรี่นั้นเป็นหน้าที่ของศาล และในเมื่อยังไม่มีการตัดสิน ตนก็ยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ อีกทั้งก่อนหน้านี้ตนไม่เคยบอกว่าถูกทางตำรวจกองปราบฯบังคับข่มขู่ให้ยอมรับสารภาพนั้น ตนบอกเพียงว่า ว่าถูกทางตำรวจกองปราบฯพูดจาโน้มน้าว ชักจูงให้ยอมรับสารภาพเท่านั้น
ทั้งนี้เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า จากการที่ น.ส.กนกพรรณ หมวกไสว หรือ “ฟ้า” ออกมาให้สัมภาษณ์ในลักษณะเหมือนกับขัดแย้งกันนั้น นายปรีชา ตอบว่า ก็ตามที่ น.ส.กนกพรรณ บอกไปแล้วว่าจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับคดีดังกล่าวอีก แต่ก็ยังเป็นพี่น้องกันและน.ส.กนกพรรณ เองนั้นก็ยังเป็นเพื่อนกับพี่สาวของตนเอง ซึ่งหลังจากนี้ตนก็จะเดินทางไปเยี่ยม น.ส.กนกพรรณ ที่ ศาลอาญา อีกด้วย เพราะยังคงเป็นห่วง และไม่ได้กังวลว่า น.ส.กนกพรรณ จะให้การกับตำรวจเกี่ยวกับคดีของตนจนทำให้ตนเสียเปรียบทางรูปคดี เพราะตัวน.ส.กนกพรรณ เองก็ไม่ได้ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับคดีดังกล่าวในเชิงลึกมากนัก
ด้าน พ.ต.อ.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอบ ผบก.ป. กล่าวว่า วันนี้ทางด้านนายปรีชาและน.ส.รัตนาพรได้เดินทางมาขอเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับทางคดี อาทิ บันทึกจับกุม เนื่องจากนายปรีชาจำไม่ได้ว่าเอาบันทึกจับกุมไปไว้ที่ใด อีกทั้งยังขอให้ทางพนักงานสอบสวนทำการสอบปากคำพยานเพิ่มเติมอีก 2 ปาก ประกอบด้วยพยานบุคคลที่เคยเข้าให้ปากคำกับไปแล้ว 1 ราย และพยานบุคคลรายใหม่ที่ยังไม่เคยให้ปากคำอีก 1 ราย สำหรับประเด็นที่จะสอบนั้นก็เป็นประเด็นเดิม แต่เมื่อมีการร้องขอ ก็จะดำเนินการให้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย พ.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวต่ออีกว่า กรณีที่นายปรีชาและน.ส.รัตนาพร เดินทางไปร้องเรียนตามที่ต่างๆ นั้นก็สามารถทำได้เนื่องจากเป็นสิทธิผู้ต้องหา ทั้งนี้หากกระทรวงยุติธรรมหรือกรมสอบสวนคดีพิเศษจะรับคดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษหรือจะมีการเปลี่ยนชุดพนักงานสอบสวน ก็คงอยู่ที่ดุลยพินิจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่คงไม่กระทบกับตัวสำนวนคดีที่ทำอยู่ และหากว่าทางดีเอสไอรับคดีดังกล่าวจริง ทางกองปราบก็พร้อมที่จะส่งสำนวนทั้งหมดให้กับดีเอสไอไปดำเนินการต่อ
พ.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวอีกว่า สำหรับกรณีที่นายปรีชามีการให้สัมภาษณ์ว่าถูกพนักงานสอบสวนของกองปราบปรามชักจูง โน้มน้าว ให้นายปรีชาและน.ส.รัตนาพร รับสารภาพนั้น ในส่วนนี้ขอยืนยันว่าไม่มีการพูดจาโน้มน้าวให้ผู้ต้องหายอมรับสารภาพแต่อย่างใด อีกทั้งผู้ต้องหาทั้งสองคนเองก็ได้ยืนกรานที่จะปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาอยู่แล้ว นอกจากนี้ทางกองปราบยังได้ทำการตรวจสอบถ้อยคำต่างๆของนายปรีชาและ น.ส.รัตนาพร ว่ามีการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในลักษณะพาดพิงการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจกองปราบว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือใช้ถอยคำหมิ่นประมาทจนทำให้ภาพลักษณ์ตำรวจเสียหายหรือไม่ แต่จากการตรวจสอบที่ผ่านมายังไม่พบการกระทำความผิดแต่อย่างใด

