เมื่อเวลา 12.00น. วันที่ 22 มีนาคม ที่ บก.ภ.จว.ปัตตานี พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รองผบ.ตร.) ด้านความมั่นคงและกิจการพิเศษ รับมอบตัวนายมาหามะซอปรี เซ็งดามาแล อายุ 45 ปี ชาวอ.ยะหา จ.ยะลา และนายอิสมาแอ แยนา อายุ 37ปี ชาวอ.มายอ จ.ปัตตานี ผู้ต้องหาคดีลอบวางระเบิดโดยใช้รถจักรยาน ในพื้นที่ จ.ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส เมื่อวันที่11 กุมภาพันธ์จากเจ้าหน้าที่ทหาร หลังคุมตัวซักถาม โดยตำรวจได้ซักถามขยายผล และดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหา ทั้งนี้ตำรวจให้แพทย์ตรวจร่างกาย และแจ้งข้อกล่าวหาต่อหน้าญาติ และผู้นำศาสนา ทั้งนี้ทั้งคู่รับเป็นเพียงบุคคลตามหมายจับ แต่ไม่รับว่าก่อเหตุ จากการสืบสวนสอบสวนพบว่าผู้ต้องหาทั้ง2ร่วมกับพวกอีกรวม12คน ในจำนวนนี้จับได้แล้ว 5คน รวมจับแล้ว 7คน ยังหลบหนีอีก 5คน กระทำการเป็นขั้นตอน แบ่งงานกันทำ ทั้ง2คนนี้ทำหน้าที่ประสานงาน รับ-จัดส่งจักรยานตามจุดต่างๆเพื่อนำไปก่อเหตุและส่งระเบิด

พล.ต.อ.ศรีวราห์ เปิดเผยว่า หนึ่งในพฤติการณ์ของคนร้ายคือก่อเหตุวางระเบิดบริเวณร้านค้าที่นราธิวาส โดยเพลิงไหม้ทรัพย์สินเสียหายบางส่วน จากการตรวจสถานที่เกิดเหตุ ทั้ง 2 จุด พบพยานหลักฐานเป็นแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ คาดว่าเป็นแผงวงจรนาฬิกา ยี่ห้อ Casio รุ่น f200 (โดยเปรียบเทียบจากระเบิดลูกที่ทํางานไม่สมบูรณ์) ต่อมาในวันเดียวกัน เวลา 10.30 น. เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่ชั้นวางสินค้า ภายในร้านขายสินค้าเบ็ดเตล็ด ไม่มีเลขที่ ใกล้กับวงเวียนหอนาฬิกาโดยพนักงานของร้านสามารถดับไฟไว้ได้ทัน ตรวจพบต้นเพลิงมาจากระเบิดแสวงเครื่อง ชนิดระเบิดเพลิงแบบตั้งเวลาด้วยนาฬิกาดิจิตอลยี่ห้อ Casio รุ่น f200 จุดไฟด้วย หัวไม้ขีดแบบก้าน และขยายการลุกไหม้ด้วยแอลกอฮอล์ชนิดแข็ง บรรจุอยู่ในกระเป๋าหนังสีดํา ตำรวจจึงสืบสวนหาข่าวจนสามารถติดตามจับกุมตัวคนร้ายได้

พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวว่า คนร้ายที่ก่อเหตุมีทั้งหมด 12 คน ขณะนี้สามารถจับกุมได้ 7 คน ยังคงหลบหนีอีก 5 คนที่ตำรวจอยู่ระหว่างติดตามจับกุม ระเบิดลักษณะนี้เคยมีการใช้ก่อเหตุมาแล้วในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบนเมื่อปี 2559 จะเป็นคนก่อเหตุกลุ่มเดียวกันหรือไม่นั้นยังไม่สามารถยืนยันได้ แต่ลักษณะการประกอบเดียวกัน วิธีการก่อเหตุเหมือนๆกัน ทั้งนี้คนร้ายที่จับได้ เป็นคนหน้าใหม่ แต่คือกลุ่มขบวนการเดิมๆที่ก่อเหตุไม่สงบต่อเนื่องในพื้นที่ สำหรับผู้ต้องหาทั้ง2คนตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันก่อการร้าย โดยใช้กําลังประทุษร้ายเพื่อสร้างความปั่นป่วนโดยให้เกิด ความกลัวในหมู่ประชาชน และโดยการสะสมกําลังพล อาวุธ ทรัพย์สินเพื่อการก่อการร้าย หรือสมคบกันก่อการ ร้าย ร่วมกันเป็นอั้งยี่ซ่องโจร ร่วมกันทําให้เกิดระเบิด จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บและทรัพย์สินเสียหาย ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน และร่วมกันทํา มีและใช้วัตถุระเบิดนายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้โดยไม่ได้รับอนุญาตดำเนินคดีตามกฎหมาย

รองผบ.ตร. กล่าวอีกว่า วันนี้ได้ให้ พ.ต.อ.กำธร อุ่ยเจริญ รองผบก.สปพ. ผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิด มาสาธิตเกี่ยวกับระเบิดที่พบจากเหตุนี้ให้ตำรวจใน พื้นที่ชายแดนใต้ พบว่าลักษณะประกอบระเบิดเหมือนกับเหตุระเบิดที่ภาคใต้ตอนบนในปี 59 และพบว่าขณะนี้ระเบิดที่มีการเปลี่ยนรูปแบบใหม่เป็นการซุกซ่อนในกระเป๋าสตางค์ จากเดิมการก่อเหตุพื้นที่ภาคใต้ตอนบน คนร้ายซุกซ่อนในพาวเวอร์แบงก์ จึงได้กำชับให้ทุกหน่วยเข้มงวดในเรื่องการตรวจค้นสิ่งของบุคคลอย่างละเอียด เพราะทุกอย่างเป็นไปได้ คนร้ายที่ตบตาเจ้าหน้าที่ รวมไปถึงตามด่านตรวจความมั่นคงต่างๆ ขณะนี้ตำรวจทำแผนประทุษกรรมของคนร้ายไว้เพื่อป้องกันเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นแล้ว ยอมรับว่าคนร้ายพยายามหาทางหนี หาวิธีการหนีการตรวจค้นจับกุม แต่ตำรวจต้องตามให้ทัน สั่งการเฝ้าระวังเต็มที่ สืบสวนหาข่าว พัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง

เมื่อถามถึงกรณีมีการร้องเรียนเรื่องเบี้ยเลี้ยงของตำรวจตระเวนชายแดนที่ทำงานในพื้นที่ว่า มีเงินบางส่วนหายไป ได้รับไม่เต็มจำนวน นั้น พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวว่า เรื่องนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการตรวจสอบแล้ว ถือเป็นเรื่องสำคัญเพราะกระทบต่อขวัญกำลังใจกำลังพล ส่วนหนึ่งสั่งการไปว่ากรณีเบี้ยเลี้ยงเงินพิเศษต่างๆให้ดำเนินการโอนเข้าบัญชีธนาคาร เพื่อจะได้เป็นระบบ และไม่เกิดข้อครหา ขณะเดียวกันสั่งกำชับให้ทุกหน่วยของตำรวจในพื้นที่จชต.โดยเฉพาะภูธร ไปตรวจสอบและดูแลอย่าให้เกิดกรณีเบี้ยเลี้ยงหายไปดังที่มีการร้องเรียนกัน เพราะกระทบต่อขวัญและความเชื่อมั่นของกำลังพล อย่างไรก็ตามส่วนหนึ่งต้องเข้าใจด้วยว่า ตำรวจมีหลายหน้างาน แต่ละสายงาน ก็มีอัตราเบี้ยเลี้ยงและค่าตอบแทนไม่เท่ากัน เช่น สายปราบปราม ได้มากกว่าสายอำนวยการ ประเด็นนี้ต้องอธิบายให้กำลังพลเข้าใจด้วย ทั้งนี้หากตำรวจที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ จชต. แล้วไม่ได้รับความเป็นธรรม เรื่องสิทธิ ค่าตอบแทนสามารถร้องเรียนแจ้งมาที่ตนได้



