ความคืบหน้าภายหลัง ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ออกมาเปิดเผยประเด็นสัตว์ป่วยตายเมื่อปลายปี 2560 ว่า เป็นเพราะเชื้อไข้หวัดนก โดยเกิดขึ้นที่สวนสัตว์ในจังหวัดนครราชสีมา แต่ปรากฏว่าไม่มีการเปิดเผย หรือแจ้งทางเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเพื่อเตรียมระบบการเฝ้าระวังให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น แม้ทางกรมปศุสัตว์ และทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะยืนยันเสียงแข็งว่า ไม่มีการระบาดของเชื้อไข้หวัดนกในสัตว์เมื่อปี 2560 อย่างแน่นอน
ล่าสุดเมื่อวันมี่ 26 มีนาคม ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า การที่ต้องออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ ไม่ได้ต้องการส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจ แต่ต้องการให้เกิดระบบการเฝ้าระวังโรคอย่างรัดกุม เนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นเสี่ยงผลกระทบในวงกว้างต่อประชาชน เนื่องจากการพบสัตว์ป่วยตายในสวนสัตว์ที่โคราชนั้น พบว่าไม่ใช่นก ไม่ใช่สัตว์ปีก แต่เป็นสัตว์บก อย่างชะมด อีเห็น เสือปลา เสือกระต่าย พังพอนกินปู ซึ่งทั้งหมดเกิดในสัตว์บก จากเดิมจะพบว่าเชื้อไข้หวัดนกมีในสัตว์ปีก อย่างไก่ อย่างนก แต่ปรากฏว่าเชื้อมีการปรับตัว ทำให้เกิดการข้ามสายพันธุ์ ตรงนี้ทำให้แพทย์และสัตวแพทย์ที่ทำงานด้านโรคจากสัตว์มีความกังวล ว่า มีความเสี่ยงติดต่อสู่คนได้ และหากไม่ระวัง ไม่ป้องกันไว้ก่อน ติดในคนมากๆเข้าก็จะกลายเป็นความเสี่ยงที่อาจติดจากคนสู่คนได้ด้วย ซึ่งถือว่าอันตราย เรื่องนี้ทำให้คนในแวดวงกลัวว่า เชื้อจะปรับตัวเกิดการกลายพันธุ์รุนแรง
“ ดังนั้น จึงสมควรหรือไม่ที่ต้องเปิดเผย ไม่ใช่ปิดว่า สัตว์ป่วยตายแต่ไม่ใช่หวัดนก และไม่พบป่วยในคน แค่นั้นก็จบ ซึ่งข้อเท็จจริงไม่ใช่ เพราะหากทำเช่นนี้จะทำให้เราขาดโอกาสในการเฝ้าระวังในคน เนื่องจากหากเราไม่แจ้งต่อสาธารณสุข การจะไปแจ้งเตือนแพทย์ให้เฝ้าระวัง ค่อนข้างลำบาก แต่หากมีการประกาศชัดก็จะทำให้มีความระมัดระวังในการตรวจสอบแม้คมีอาการเล็กน้อย แค่ไข้หวัด เราก็จะมีการซักประวัติสัมผัสโรค สัมผัสสัตว์เสี่ยง รวมทั้งมีการดำเนินการควบคุมผู้มีประวัติใกล้ชิดสัตว์ที่ป่วยตาย ซึ่งจะเป็นขั้นตอนของสาธารณสุขในการป้องกันโรคได้มากกว่านี้” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าว และว่า สิ่งสำคัญคือ ต้องมีระบบในการแจ้งเตือนให้คนตื่นตัวในระดับเข้มข้น คือ ต้องมีการรายงานข้อมูลจริงให้ทราบเป็นระยะ โดยเฉพาะบุคลากรสาธารณสุขควรต้องทราบในแต่ะละพื้นที่เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการติดต่อโรคจากสัตว์มาสู่คนได้ ซึ่งถือว่าโชคดีมากที่ยังไม่พบในคน
แหล่งข่าวในแวดวงสาธารณสุขและสัตวแพทย์ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า เมื่อทางกรมควบคุมโรคและกรมปศุสัตว์ทราบเรื่อง ก็มีหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ พร้อมทั้งมี มาตรการป้องกันและควบคุมโรคในสัตว์และคน หลักๆ คือ ปิดเขตโซนสัตว์กินเนื้อขนาดเล็ก และทำความสะอาด ซึ่งช่วงนั้นเป็นวันที่ 26 สิงหาคม 2560 จากนั้นก็เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังสัตว์ป่วย รวมถึงสุ่มตรวจหาเชื้อในสัตว์ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง งดนำเข้าอาหารที่เป็นสัตว์ปีกเข้ามาในสวนสัตว์ งดการเคลื่อนย้ายสัตว์ และจำกัดกิจกรรมในสวนสัตว์ ประสานปศุสัตว์จังหวัด และติดตามข้อมูลฟาร์มนกกระทา ที่มาจาก 4 อำเภอ ดังต่อไปนี้ ปักธงชัย ด่านขุนทด สีคิ้ว โนนไทย รวมถึงประสานทีม เคลื่อนที่เร็วของจังหวัด เพื่อร่วมสอบสวนค้นหาผู้ป่วยเชิงรุกในฟาร์ม รวมทั้งตรวจสอบในสัตว์เพิ่มเติม
“การที่มุ่งไปที่นกกระทา เพราะเมื่อสอบสวนโรคพบว่า สัตว์ชนิดอื่นๆที่กินเนื้อไก่เดียวกันก็ไม่ได้ป่วย จึงอาจมีความเป็นไปได้ที่จะมาจากนกกระทา เพราะเป็นอาหารสัตว์ด้วย แต่เราก็ฟันธงยาก เพราะเมื่อไม่มีการยอมรับออกมา และไม่ทราบผลตรวจในนกกระทา ก็ไม่มีการยืนยัน ทำให้การติดตามโรคยากมาก แต่ขณะนั้นที่ทราบว่าเป็นไข้หวัดนก เพราะมีการตรวจและผลออกมาเป็นบวก คือใช่ อย่างไรก็ตาม สำหรับมาตรการป้องกันและควบคุมโรคในคนนั้น เราพบมีผู้สัมผัส ซึ่งอยู่ในสวนสัตว์จำนวน 32 รายก็ให้ยาโอเซลทามีเวียร์ (Oseltamivir) เพื่อป้องกันโรค และติดตามไป 2-3 สัปดาห์เพื่อให้เกิดความมั่นใจ โดยกลุ่มเสี่ยงสุดก็ขอให้อยู่ที่สวนสัตว์ ไม่ให้เกิดการเคลื่อนย้าย เป็นต้น โดยปัจจุบันยังไม่พบผู้ป่วยในคน ” แหล่งข่าว กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าในช่วงนั้นมีการควบคุมได้แล้วจนไม่มีการระบาดสัตว์ตายจากไข้หวัดนกแล้วใช่หรือไม่ แหล่งข่าวฯ กล่าวว่า ตอบไม่ได้ เพราะข้อมูลนี้ทางกรมปศุสัตว์ไม่ได้ออกประกาศชัดเจน ทำให้ไม่แน่ใจว่าในโคราชยังพบสัตว์ป่วยตายหรือไม่ คงต้องไปสอบถามทางประชาชนในพื้นที่เองว่า มีไก่ตายมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากปัจจุบันการจะตรวจหาเชื้อไข้หวัดนกในสัตว์จะทำได้แค่ของกรมปศุสัตว์เท่านั้น เมื่อเขายังคงยืนยันว่า ครั้งนั้นไม่ใช่ก็จนใจ ยิ่งห่วงกระทบกับเศรษฐกิจอีก ขณะที่จีน มีเชื้อไข้หวัดนกในสัตว์ก็ประกาศชัด แถมมีส่งออกไก่อีก ก็ไม่เห็นเป็นอะไร เพราะทุกอย่างอยู่ที่ระบบในการสื่อสารความเสี่ยงกับประชาชน การจะปิดทั้งหมดไม่ได้ส่งผลดีกับประชาชนเลย ดังนั้น หากปศุสัตว์จะมีการปรับเปลี่ยนระบบการทำงาน ก็อยากให้เปลี่ยนแนวความคิดเดิมๆ และปรับระบบการแจ้งเตือน สื่อสารข้อเท็จจริงดีกว่า เพราะการสื่อสารความเสี่ยงมีกลไกวิธีการอยู่

