เมื่อวันที่ 26 มีนาคม นายศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร พร้อมนายภาณุเดช เกิดมะลิ เลขาธิการมูลนิธิฯ และทีมงานจัดรายการเฟซบุ๊กไลฟ์ สรุป-วิเคราะห์ก่อนจะขึ้นศาลคดีเสือดำ โดยนายศศิน กล่าวมีใจความว่า การล่าสัตว์ป่าแม้ความผิดจะหนัก แต่ก็อาจหลุดได้ขึ้นกับสำนวนพยานหลักฐาน ในกรณีคดีสินบนเท่าที่คุยกับ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผบ.ตร. หากโดนคดีนี้ก็เท่ากับเชื่อมโยงทุกข้อหา เพราะไม่เช่นนั้นถ้าไม่ได้กระทำก็ไม่มีความจำเป็นต้องมาติดสินบน อย่างไรก็ตามคาดว่าจะมีการตัดสินคดีต่างๆ ในส่วนของศาลชั้นต้นในช่วงปลายปีนี้ และคงมีการอุทธรณ์และฎีกาต่อไปอีกหลายปี ทั้งนี้ในส่วนของการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งหากนายเปรมชัย ถูกเรียกค่าเสียหายกรณีนี้ ในอนาคตหากชาวบ้านเข้าไปล่าสัตว์ในป่าอนุรักษ์ ไม่ว่าจะเป็นเสือ หรือหมีก็อาจจะต้องโดนด้วยเช่นกัน ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นบรรทัดฐานต่อไป หากสามารถเอาผิดในทั้งคดีอาญาและคดีทางแพ่งได้เชื่อว่าจะสามารถลดการเข้าไปล่าสัตว์ป่าได้ เพราะทำให้เห็นว่าติดคุกจริงแล้วต้องจ่ายค่าเสียหายทางแพ่งด้วย
นายศศิน กล่าวอีกว่า คาดว่าจากนี้จะมีการฝากขังอีก 7 ผลัดหรือ 2 เดือนข้างหน้า และจะมีการฝากขังผลัดสุดท้ายประมาณช่วงวันที่ 1 พฤษภาคม จากนั้นต้องส่งฟ้องศาล หมดอำนาจควบคุมของอัยการ และกระบวนการน่าจะขึ้นสู่ศาลชั้นต้นได้ในช่วงเดือน มิถุนายน เป็นต้นไป ทั้งนี้สำหรับขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อแสดงการไม่ยอมรับต่อการทำผิดในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่านั้น อาจจะเป็นการเดินให้กำลังใจ “เดินเสือดำ” เพื่อให้กำลังใจและแสดงออกว่าเราเชื่อมั่นในกระบวนการศาลและกระบวนการยุติธรรม ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในชั้นอัยการและตนคิดว่ายังแสดงความเห็นได้ โดยจะทำในช่วงเดือน เมษายน ถึงพฤษภาคม เพื่อให้สาธารณชนได้ความรู้และแสดงออกถึงความต้องการที่อยากให้คนทำผิดได้รับโทษตามกฎหมายเพราะเราเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม
ด้านภาณุเดช กล่าวว่า ตนมองว่าจากนี้ต่อไปอีก 1 เดือน หากข้อมูลพยานหลักฐานต่างๆ ไม่หนักแน่น อัยการก็คงหาวิธีในการเพิ่มเติมส่วนนี้เข้ามาให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น และหากพิจารณาไปแล้วเห็นว่าไม่สมควรจะสั่งฟ้อง หรือสั่งฟ้องไม่หมดทุกข้อกล่าวหาก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่น่าจับตา
นายศศิน ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ก่อนที่คดีนี้จะเข้าสู่กระบวนศาลทางมูลนิธิสืบฯ จะมีเดินรณรงค์ เพื่อให้กำลังใจกระบวนการยุติธรรม เป็นการแสดงออกถึงความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมว่าจะสามารถเอาคนผิดมาลงโทษได้ และขอย้ำว่ากิจกรรมดังกล่าวไม่ได้เป็นการกดดันศาล แต่เป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชนที่จะแสดงออกหรือสนับสนุนในสิ่งที่ถูกต้อง ส่วนเส้นทางเดินรณรงค์นั้นก็กำลังคิดว่าอาจมีหลายทางเลือก โดยอาจจะเป็นการเดินรณรงค์ภายในพื้นที่ กทม. หรือเดินจาก กทม. ไปศาลจังหวัดทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี โดยระยะเวลาอาจอยู่ในช่วงเดือน เมษายน ถึงพฤษภาคม ซึ่งเป็นกรอบเวลาที่อัยการจะต้องส่งสำนวนคดีให้ศาล ส่วนตัวเป็นห่วงว่าสังคมมีความกังวลว่าคดีดังกล่าวนายเปรมชัย อาจได้รับโทษ เพียงแค่รอลงอาญาเท่านั้น ซึ่งขึ้นอยู่กับกระแสสังคมว่าจะยอมรับได้มากน้อยแค่ไหน และมูลนิธิสืบฯ ก็จะอยู่เคียงข้างประชาชนต่อไป

