เมื่อวันที่ 27 มีนาคม นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฎิบัติการเพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรในการป้องกันและดูแลรักษาโรคไวรัสตับอักเสบ และการกำจัดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี จากแม่สู่ลูก ที่โรงแรมอมารี ดอนเมือง ว่า โรคไวรัสตับอักเสบ บี เป็นสาเหตุสำคัญของโรคตับแข็งและมะเร็งตับ ซึ่งเป็นปัญหาสาธารณสุขทั้งระดับภูมิภาคและระดับโลก โดยเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี สามารถถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก และจะมีโอกาสเสี่ยงมากขึ้น เมื่อแม่ที่ติดเชื้อมีปริมาณไวรัสตับอักเสบ บี ในเลือดสูง หากทารกติดเชื้อจากมารดา จะมีโอกาสป่วยเป็นโรคไวรัสตับอักเสบ บี เรื้อรัง มากถึงร้อยละ 90 และสามารถพัฒนาเป็นโรคตับแข็ง หรือมะเร็งตับในอนาคต โดยจากการสำรวจความชุกของโรคนี้ในคนไทย พบว่าปัจจุบันมีเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ที่ติดเชื้อจากแม่ประมาณ 3,800 คนต่อปี
“องค์การอนามัยโลกได้ขอความร่วมมือให้ทุกประเทศร่วมกันกำจัดโรคไวรัสตับอักเสบ บี โดยมีเป้าหมายให้ความชุกของการป่วยด้วยโรคไวรัสตับอักเสบ บี ในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ต่ำกว่าร้อยละ 0.1 ภายในปี 2573 คาดว่าประเทศไทยจะเป็นผู้นำด้านการกำจัดโรคไวรัสตับอักเสบ บี จากแม่สู่ลูก ในระดับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงตั้งเป้าว่าจะกำจัดการถ่ายทอดโรคไวรัสตับอักเสบ บี จากแม่สู่ลูก ให้บรรลุได้ภายในปี 2568”
นพ.สุวรรณชัย กล่าวและว่า สำหรับมาตรการคือ 1.เร่งรัดการตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบ บี ในหญิงตั้งครรภ์ทุกราย 2.ส่งเสริมให้ทารกแรกเกิดจากแม่ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ได้รับ Hepatitis B Immunoglobulin (HBIG) อย่างน้อยร้อยละ 95 3.ส่งเสริมให้หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อและมีปริมาณไวรัสตับอักเสบ บี สูง รับยาต้านไวรัสอย่างน้อยร้อยละ 95 และ 4.คงระดับความครอบคลุมการได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี มากกว่าร้อยละ 90
นพ.สุวรรณชัย กล่าวอีกว่า แม้ว่าที่ผ่านมา ประเทศไทยจะมีการป้องกันการเจ็บป่วยด้วยโรคไวรัสตับอักเสบ บี โดยใช้วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี ในเด็กแรกเกิด จนมีความครอบคลุมการได้รับวัคซีนสูงกว่าร้อยละ 99 แต่ยังพบว่ามีเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี มากกว่าร้อยละ 0.1 ซึ่งชี้ว่าการป้องกันการถ่ายทอดโรคไวรัสตับอักเสบ บี จากแม่สู่ลูก ยังจำเป็นต้องมีมาตรการเสริม นอกเหนือจากการใช้วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี ได้แก่ การใช้ยาต้านไวรัส Tenofovir disproxil fumarate (TDF) แก่มารดา เป็นวิธีการที่เป็นที่ยอมรับ ในประเทศไทยมีการวิจัยโดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศฝรั่งเศส (IRD) ซึ่งนักวิจัยทั้งชาวไทย อเมริกัน และยุโรป ร่วมกันศึกษาประสิทธิผลและความปลอดภัยของการใช้ยาต้านไวรัสดังกล่าว พบว่าในกลุ่มที่แม่ได้รับยาต้านไวรัสดังกล่าวเพิ่มเติมจากมาตรการอื่นๆ ไม่มีทารกติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี จากแม่เลย เทียบกับกลุ่มที่แม่ได้รับยาหลอกที่พบการติดเชื้อจากมารดาร้อยละ 2 ขณะที่การศึกษาวิจัยก่อนหน้านี้ได้รายงานอัตราการถ่ายทอดเชื้อที่สูงกว่านี้
“ปีนี้ กรมควบคุมโรค ได้จัดทำโครงการกำจัดการถ่ายทอดโรคไวรัสตับอักเสบ บี จากแม่สู่ลูก ซึ่งนับเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีการดำเนินงานในลักษณะดังกล่าว โดยเริ่มให้บริการในเดือนพฤษภาคมนี้ นำร่องใน 12 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ พิษณุโลก นครสวรรค์ นนทบุรี ราชบุรี ฉะเชิงเทรา ขอนแก่น อุดรธานี สุรินทร์ อุบลราชธานี นครศรีธรรมราช และสงขลา” นพ.สุวรรณชัย กล่าว

