จากกรณีเจ้าหน้าที่รัฐและพระสงฆ์ร่วมกันใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบร่วมกันทุจริตเงินงบประมาณอุดหนุนของสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ทั้ง 3 ประเภท คืองบอุดหนุนบูรณะปฎิสังขรณ์วัดและพัฒนาวัดงบอุดหนุนส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และ งบอุดหนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา-แผนกธรรม- แผนกบาลี ซึ่งกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ได้สืบสวนสอบสวนวัดที่เข้าข่ายการกระผิดทั่วประเทศไปแล้ว2ครั้ง จนพบหลักฐานการกระทำผิด รวมกัน 35 คดี ความเสียหายมากกว่า 200 ล้านบาทได้นำส่งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นผู้ตัดสินชี้มูลความผิด และกำลังจะมีการดำเนินการกับวัดและผู้กระทำผิดในครั้งที่3 ต่อไป โดยพ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักพระพทุธศาสนาแห่งชาติ (ผอ.พศ.) เดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผู้บังคับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ(ผบก.ปปป.)ที่ปปป.เมื่อวันที่ 27 มีนาคมนั้น
เมื่อวันที่ 28 มีนาคม พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา เปิดเผยภายหลังหลังพบผู้บังคับบัญชา ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง นานกว่า 2 ชั่วโมง ว่า เข้าหารือกับผู้บังคับบัญชาเรื่องการฮั้วประมูล และการทุจริตเงินทอนวัด ของสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ล็อต 3 เบื้องต้นคดีทุจริตเงินทอนวัดมีทั้งหมด 11 คดี 10 วัด มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท มีผู้เกี่ยวข้องทั้งรายใหม่ รายเก่า กว่า 10 คน แต่ยังไม่มีการร้องทุกข์กล่าวโทษ ในเรื่องนี้จะต้องขึ้นอยู่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ว่าจะให้เรียกผู้อำนวยการ พศ. มาร้องทุกข์เมื่อไหร่
พล.ต.ต.กมล ระบุว่า ผู้บังคับบัญชาได้กำชับและห่วงใยในเรื่องการดำเนินคดี เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ ขณะเดียวกันปปป. จะทำรายงานการสืบสวนเสนอให้ผู้บังคับบัญชา เพื่อตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุด โดยมีรองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางคนใดคนหนึ่งรับผิดชอบเป็นประธานคณะกรรมการดังกล่าว
ส่วนความคืบหน้าคดี เมื่อวันที่ 27 มีนาคม ได้คุยกับทางพศ. คาดว่าภายในสัปดาห์หน้า จะสามารถดำเนินการได้ทันที

