คร.เผยเหตุผลออกประกาศคุม ‘หวัดนกปี 60’ เตือนอีก ‘โรคแอนแทรกซ์’ สัตว์ป่าสัตว์เลี้ยง

29.03.18 | 16:59 น.

หลังจากมีการเปิดเผยพบเชื้อไข้หวัดนกในสัตว์บก อย่างชะมด อีเห็น ฯลฯในสวนสัตว์จ.นครราชสีมา เมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา แต่มีการควบคุมโรคป้องกันไม่ให้ติดต่อสู่คน แต่ทางกรมปศุสัตว์ยังยืนยันว่า ไม่ใช่ไข้หวัดนก ซึ่งศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ รพ.จุฬาลงกรณ์ยืนยันว่า ใช่ แต่ที่ออกมาเปิดเผย เพราะต้องการให้จัดวางระบบป้องกันโรคจากสัตว์สู่คนใหม่ให้บูรณาการแท้จริง หรือที่เรียกว่า One Health แต่ก็ยังถูกมองว่าทำให้ประชาชนตื่นตกใจ ขณะที่มีการเผยแพร่ประกาศของกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ สธ.0436.2/3 เรื่องขอความร่วมมือให้ดำเนินการตามมาตรการสำคัญในการป้องกันควบคุมโรคไข้หวัดนก โดยระบุถึงสถานการณ์โรคที่พบในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งกัมพูชา เมียนมา เวียดนาม มาเลเซีย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว รวมไปถึงในอียิปต์ จีน ทำให้ต้องมีการประกาศควบคุมโรคถึง 39 จังหวัดเมื่อปี 2560 ที่ผ่านมานั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 29 มีนาคม  นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค(คร.) กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)  กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า  การออกประกาศเตือนนั้น เนื่องจากสถานการณ์ในประเทศต่างๆ มีการพบเชื้อไข้หวัดนก ทำให้ต้องมีการตื่นตัวในการป้องกันโรคด้วย ซึ่งเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วในการควบคุมป้องกัน  โดยก็มีการสื่อสารไปยังบุคลากรสาธารณสุขเกี่ยวกับกับเตรียมความพร้อม เพื่อป้องกันโรคมาสู่คน ซึ่งขณะนี้ก็ยังไม่พบโรคไข้หวัดนกในคนแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับประเด็นโรคจากสัตว์สู่คน มีการติดตามเฝ้าระวังโรคตลอด ซึ่งมีคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ และมีคณะกรรมการวิชาการด้านโรคติดต่อมีการประชุมเป็นระยะในการเฝ้าระวังสถานการณ์โรค ซึ่งต้นเดือนเมษายนนี้ก็จะมีการประชุมหารือมาตรการต่างๆ ดังนั้น ไม่ต้องกังวล ทางกระทรวงฯเฝ้าระวังอยู่ตลอด

“ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า เรามีกลไกในการเฝ้าระวังโรค แต่สิ่งสำคัญก็ต้องขอความร่วมมือกับประชาชนเช่นกัน ว่า โรคจากสัตว์สู่คนไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่ยังมีประเทศเพื่อนบ้านที่เราต้องช่วยกันสอดส่อง อย่างหากพบสัตว์ป่วยตาย แต่บางคนก็หวังประโยชน์ไปนำมาชำแหละ และขายเพื่อบริโภค ซึ่งตรงนี้ต้องระวัง” นพ.สุวรรณชัย กล่าว

แฟ้มภาพ

อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวอีกว่า ช่วงนี้มีข่าวเกี่ยวกับโรคที่เกิดในสัตว์หลายพื้นที่ โดยเฉพาะโรคพิษสุนัขบ้าและโรคอื่นๆ ในสัตว์  ซึ่งอาจติดต่อมาสู่คนได้หากมีการสัมผัสหรือนำมาปรุงอาหารรับประทาน เช่น โค กระบือ หมู แพะ แกะ หรือสัตว์ปีก เป็นต้น   ขอแนะนำประชาชนว่า หากพบสัตว์เลี้ยงตายหรือป่วยตายผิดปกติ โดยเฉพาะการตายที่เกิดจากสุนัขกัดหรือสัตว์ล้มป่วยตายกระทันหัน อย่านำสัตว์ดังกล่าวมาชำแหละปรุงเป็นอาหารรับประทาน โดยเฉพาะการปรุงอาหารแบบดิบ หรือสุกๆดิบๆ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่อาจติดโรคได้ และไม่ขายหรือนำไปให้สัตว์อื่นกินเด็ดขาด หลีกเลี่ยงการสัมผัส ขอให้รีบแจ้งปศุสัตว์ในพื้นที่หรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทันที
นพ.สุวรรณชัย กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ อีกโรคสำคัญที่อาจพบในสัตว์ป่วยตายได้ คือ โรคแอนแทรกซ์ (Anthrax) ซึ่งเป็นโรคติดต่อที่เกิดขึ้นในสัตว์กินหญ้าแทบทุกชนิด ทั้งสัตว์ป่าและสัตว์เลี้ยง เช่น โค กระบือ แพะ หรือแกะ โดยสัตว์ติดจากการเล็มหญ้าที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียบาซิลลัส แอนทราซิส (Bacillus anthracis) เข้าไป เชื้อโรคนี้จะทำให้สัตว์ป่วยและตายอย่างรวดเร็ว  โรคแอนแทรกซ์สามารถติดต่อจากสัตว์สู่คนจากการสัมผัสทางผิวหนังที่มีบาดแผล หรือติดต่อจากการหายใจ หรือผ่านการกินเนื้อสัตว์ปนเปื้อนเชื้อเข้าไป      ผู้ป่วยจะมีอาการตามลักษณะการติดต่อ 1.การติดเชื้อที่ผิวหนัง อาการจะเป็นผื่นนูน คัน แต่ไม่เจ็บ ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นตุ่มพุพองแล้วแตกเป็นแผลแดงนูน ซึ่งต่อมาเกิดเป็นสะเก็ดสีดำ และเกิดเป็นแผลเนื้อเน่าตายได้ 2.ระบบทางเดินอาหาร จะมีไข้ ปวดมวนท้อง คลื่นไส้ อาเจียน คล้ายกับอาการของอาหารเป็นพิษ และ 3.ระบบทางเดินหายใจ จะมีไข้ ปวดเมื่อยตามตัว หายใจลำบาก ซึ่งหากเข้ารับการรักษาไม่ทันหรือไม่ถูกต้อง อาจทำให้เสียชีวิตได้

“ วิธีการป้องกันโรคแอนแทรกซ์ คือ 1.หากพบสัตว์ตายหรือป่วยตายผิดปกติ ขอให้รีบแจ้งปศุสัตว์ในพื้นที่หรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทันที 2.หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือชำแหละซากสัตว์ที่สงสัยว่าเป็นโรค หากจำเป็นต้องสัมผัสให้สวมถุงมือยางและหน้ากากอนามัยทุกครั้ง 3.หลีกเลี่ยงนำสัตว์หรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่สงสัยว่าป่วยตายมากิน แจกจ่าย ขาย หรือนำไปให้สัตว์อื่นกิน เพื่อป้องกันการติดเชื้อโรค 4. หลีกเลี่ยงการซื้อหรือบริโภคเนื้อสัตว์ที่ไม่ทราบแหล่งที่มาที่ชัดเจน และ 5.เกษตรกรหรือผู้ที่ประกอบอาชีพที่มีความเสี่ยงต่อ การติดโรค ควรนำสัตว์ไปฉีดวัคซีนป้องกันโรค  ทั้งนี้ หากประชาชนมีอาการดังกล่าวข้างต้น ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีเพื่อรับการตรวจรักษาที่ถูกต้อง  ประชาชนสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422” นพ.สุวรรณชัย กล่าว

Advertisement