จากผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “วิลาวรรณ ติ๊ก ดอนหาเทา” โพสต์ข้อความเพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้กับผู้ปกครอง ภายหลังจากที่ลูกสาวคือ ด.ญ.ชนกานต์ สุทธิประภา หรือน้องมิลค์ อายุ 7 ขวบ เสียชีวิตด้วยโรคตับวาย โดยตั้งข้อกังขาหลายประการถึงวิธีการรักษาของแพทย์ ซึ่งก่อนหน้านี้น้องมิลค์มีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง ได้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลประจำอำเภอก่อนถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลจังหวัด และส่งต่อไปที่โรงพยาบาลในจังหวัดขอนแก่น ซึ่งตลอดระยะเวลาการรักษาตัวที่โรงพยาบาลในตัวจังหวัดแพทย์ได้แต่รักษาตามอาการ โดยการฉีดยาแก้ปวด ยาแก้ท้องอืดอยู่กว่า 10 วัน จนน้องมิลค์มีอาการทรุดหนักและเสียชีวิตในที่สุด จึงได้โพสต์ข้อความเตือนเป็นอุทาหรณ์ให้กับคนทั่วไป รวมทั้งแพทย์ พยาบาล และผู้เกี่ยวข้องให้ใส่ใจในการรักษาคนไข้ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมาเสียชีวิตเหมือนน้องมิลค์นั้น
เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 29 มี.ค. ที่ รพ.ขอนแก่น น.พ.ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล ผอ.รพ.ขอนแก่น น.พ.ภิเษก ยิ้มแย้ม กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคทางเดินอาหารและโรคตับ น.พ.ตระการ แซ่ลิ้ม พ.ญ.กุลวิภา ตันทนะเทวินทร์ และ น.พ.ภคิน กักไพฑูรย์ กุมารแพทย์ รพ.ขอนแก่น ร่วมกันแถลงข่าว
สืบเนื่องจาก น.ส.วิลาวรรณ ดอนหาเทา อายุ 25 ปี ได้ร้องทุกข์ในโลกออนไลน์ว่า ลูกสาววัย 6 ขวบ มีไข้พร้อมกับอาการปวดท้อง เมื่อวันที่ 5 มี.ค.ที่ผ่านมา แม่ได้พาไปหาหมอที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน รักษา 2 วัน หมอได้ส่งมารักษาต่อที่ รพ.มหาสารคาม ตลอดระยะเวลาหมอได้ให้การรักษาด้วยการฉีดยาแก้ปวดเพื่อระงับอาการปวดและอาการดิ้น พร้อมกรีดร้องด้วยเสียงบ่นที่ว่า หนูปวดท้องๆๆช่วยด้วยๆๆเป็นเวลานานหลายวัน เบื้องต้นหมอแจ้งกับญาติว่าน้องป่วยเป็น “ตับอักเสบ”

กระทั่งวันที่ 24-25 มี.ค.ที่ผ่านมา รพ.มหาสารคามได้ให้น้องมาฉายแสงที่ รพ.เอกชนแห่งหนึ่งใน จ.ขอนแก่น บอกว่าเครื่องฉายแสงพัง ก็ส่งน้องกลับไปรักษาต่อที่ รพ.มหาสารคาม น้องบ่นปวดท้องหนักมากพร้อมกับอาเจียนออกมาเป็นเลือด และเลือดไหลไม่หยุด และหมดสติไปทันใด วันที่ 26 มี.ค. ที่ผ่านมา น้องอยู่ในอาการที่เรียกว่า “โคม่า” จึงได้ย้ายน้องมาที่ รพ.ขอนแก่น หมอได้ใช้เข็มเจาะเพื่อที่จะขยายเส้นเลือดใหญ่แต่”ทำเข็มหัก” จึงต้องผ่าตัดเพื่อที่จะเอาเข็มออก แม้รู้ว่าน้องอาการโคม่าแถมการผ่าตัดไม่ได้อยู่รักษาเกี่ยวกับตัวโรคเลย มันความผิดพลาดของ รพ.ขอนแก่นหรือไม่ หลังจากนั้นมาสองวันแพทย์ที่ รพ.ขอนแก่นได้เรียกญาติมาพบพร้อมกับแจ้งว่า “ให้ทุกคนทำใจ” น้องป่วยด้วยโรค “ตับวาย” น้องมีโอกาสรอดแค่ 20 % เท่านั้น และน้องก็จากไป
ในเรื่องดังกล่าวที่มาจากโลกโซเชียลฯ น.พ.ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล ผอ.รพ.ขอนแก่น เปิดเผยว่า การรักษาน้องลฃูกสาวสาวของ น.ส.วิลาวรรณ ที่ รพ.มหาสารคาม และ รพ.ขอนแก่น ไม่ได้เป็นการรักษาที่ล่าช้า เพราะ รพ.มหาสารคามก็มีหมอกุมารเวชกรรมมีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะอีกด้วย ส่วนที่ รพ.ขอนแก่นก็มีเช่นเดียวกัน แต่มีเครื่องไม้เครื่องมือมากกว่า รพ.มหาสารคาม
อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบประวัติของคนไข้ในช่วงแรกพบว่าเด็กยังอาการปกติ แต่ก็เป็นโรคตับวายรุนแรง คือ ตับไม่ทำงานและตับจะเสียไปเรื่อยๆ คือจะด็อปลงไปเรื่อยๆ ทำให้ผู้ปกครองเข้าใจว่าเด็กยังอาการดีอยู่ ต่อมาไม่ดี เพราะตับวายรุนแรงได้สร้างสารต่างๆและกำจัดสารพิษเสียไป โดยเฉพาะสารด้วยการแข็งตัวของเลือด เพราะเด็กมีเลือดออกในกระเพาะอาหาร อาเจียนเป็นเลือดออกมาค่อนข้างเยอะ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งทำให้เด็กเสียเลือดอาการเด็กยิ่งทรุดหนักลงไป และเด็กก็จากไป
ผมเห็นใจและเสียใจอย่างมากการที่เด็กต้องเสียชีวิตไป แพทย์และพยาบาลทั้งสองโรงพยาบาลได้ทำเต็มที่แบบสุดความสามารถ แต่การป่วยของเด็กรุนแรงจริงๆ เพราะเด็กป่วยด้วยอาการของตับวายรุนแรง ดังนั้น รพ.ขอนแก่นต้องหาสาเหตุของตับวายในตัวเด็กว่ามีสาเหตุมาจากอะไร ด้วยการส่งเลือดตรวจที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์
น.พ.ภิเษก ยิ้มแย้ม กล่าวว่า แม่เด็กสงสัยว่าเด็กเป็นโรคติดเชื้อทำให้ตับวาย เรื่องนี้ ภาวะตับวายเฉียบพลันในเด็กมีหลายสาเหตุ โดยเฉพาะคนไข้รายนี้มาด้วยเรื่องของตับเอกเสบก่อน ต่อมาก็มีปัญหาตับวายเฉียบพลันทำให้ความรู้สึกในตัวคนไข้ลดลง เมื่อได้หาสาเหตุด้วยการส่งเลือดตรวจเบื้องต้น ก็ทราบว่าอาจมาในเรื่องของภาวะติดเชื้อ คาดว่าเป็นเชื้อไวรัส หรือการกินยาสมุนไพร หรือพวกสารพิษทั้งหลาย ส่วนที่รุนแรงที่สุดอาจเป็นโรคตับที่เกี่ยวข้องกับทางพันธุกรรม จึงเกิดภาวะเฉียบพลันในตัวคนไข้รายนี้ และอาการทรุดลงจนถึงเสียชีวิต แม้ว่าคณะแพทย์ทั้งสองโรงพยาบาลพยายามอย่างเต็มที่ในการช่วยชีวิตคนไข้รายนี้ก็ตาม

