อัยการยกฎีกาเทียบ คดี’จ๊อด’ทำร้ายลุงซาเล้งถึงเเก่ความตาย

30.03.18 | 15:29 น.
นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด

วันที่ 30 มีนาคม 2561 นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงคดีนายจรูญ มีพันธ์ อายุ 80 ปี ถูกนายนราธร โสดติยัง หรือจ๊อด อายุ 21 ปี กระโดดเตะจนตกรถซาเล้ง ศีรษะฟาดพื้นสลบคาที่และเสียชีวิตในเวลาต่อมาว่า คดีนี้ตามกฎหมายเเล้ว ผู้ต้องหาต้องรับผิดในผลของความตายหรือไม่ ความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ตาม ป.อ.มาตรา 290 นั้น ต้องมีเจตนาเริ่มต้นจากการทำร้ายเท่านั้น และผลของการทำร้ายต้องเป็นเหตุให้ผู้ถูกทำร้ายถึงแก่ความตาย กล่าวคือ ความตายที่เกิดขึ้นนั้นต้องเป็นผลโดยตรงมาจากการทำร้าย ดังนั้น พนักงานสอบสวนต้องสอบสวนให้ได้ความว่า ความตายดังกล่าวเป็นผลมาจากการทำร้ายของผู้ต้องหาหรือไม่ ต้องมีการชันสูตรพลิกศพและสอบสวนแพทย์ถึงเหตุแห่งการตาย ถ้าข้อเท็จจริงได้ความว่าลุงจรูญตายเนื่องจากผลของการทำร้าย ผู้ต้องหาต้องรับผิดในผลของความตายดังกล่าว เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 35/2546 จำเลยทำร้ายร่างกายผู้ตายเนื่องจากโกรธที่ผู้ตายปัสสาวะรดที่นอน จำเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้ตาย คงมีเจตนาทำร้ายเท่านั้น เมื่อการทำร้ายของจำเลยเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคหนึ่ง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1593/2542 ผู้ตายมีโรคเดิมอยู่แล้ว เมื่อเกิดอาการตกใจทำให้หัวใจเต้นผิดปกติทำให้หัวใจวาย อันเป็นสาเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายได้ การที่จำเลยใช้ก้อนหินตีที่หน้าของผู้ตายทำให้เกิดอาการตกใจ หัวใจเต้นผิดปกติจนถึงแก่ความตาย ความตายจึงเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลย เป็นความผิดฐานมิได้เจตนาฆ่า แต่ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย แม้ผู้ตายเคยเข้ารับการรักษาโรคหัวใจมาก่อน ก็ไม่เป็นเหตุให้รับฟังว่าผู้ตายถึงแก่ความตายโดยมิใช่เกิดจากการทำร้ายของจำเลย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3742/2541 ผู้ตายเข้าชกต่อยกับจำเลยจนเป็นเหตุให้ทั้งสองฝ่ายล้มลงบนพื้น ผู้ตายหมดสติแน่นิ่งไปโดยมิได้ลุกขึ้นมาอีก จำเลยลุกขึ้นมาได้ก็เข้าทุบที่ขมับผู้ตายอีก 3 ถึง 4 ที มีผู้นำผู้ตายส่งโรงพยาบาล แต่ผู้ตายตายก่อนจะถึงโรงพยาบาล แสดงว่าผู้ตายถึงแก่ความตายเนื่องจากถูกจำเลยทำร้าย แม้ได้ความว่าผู้ตายมีโรคหัวใจและความดันโลหิตอยู่ก่อนและมีเพียงแผลถลอกที่ศอกขวา เข่าขวา และขาซ้าย ก็ไม่เป็นเหตุให้รับฟังว่า ผู้ตายถึงแก่ความตายโดยมิใช่เกิดจากการทำร้ายของจำเลย เพราะการทำร้ายของจำเลยเป็นผลให้เกิดการกระทบกระเทือนร่างกายและจิตใจของผู้ตายอย่างรุนแรง เป็นเหตุให้ระบบการหมุนเวียนโลหิตล้มเหลว ขาดเลือดไปเลี้ยงหัวใจอย่างเฉียบพลัน ความตายจึงเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290

นายโกศลวัฒน์กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นว่าผู้ต้องหาเจตนาฆ่าผู้ตายหรือไม่ ต้องพิจารณาจากลักษณะของการกระทำว่า การกระทำดังกล่าวผู้ต้องหาประสงค์ต่อผลให้ลุงจรูญถึงแก่ความตายหรือไม่ หรือเล็งเห็นผลที่จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ว่าผู้ถูกทำร้ายจะต้องถึงแก่ความตายอย่างแน่แท้ ตามหลักที่ว่า “กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา” เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13360/2556 การที่จำเลยกับพวกมีการวางแผนและตระเตรียมอาวุธไปพร้อมตีทำร้ายผู้ตายหลายครั้ง ทั้งที่ผู้ตายเป็นคนพิการ ไม่มีทางต่อสู้ได้ จนได้รับบาดแผลและถึงแก่ความตาย ถือได้ว่าการกระทำของจำเลยกับพวกเป็นการร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยเจตนาย่อมเล็งเห็นผล และเป็นการไตร่ตรองไว้ก่อน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1260/2554 เจตนาฆ่าโดยเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น ผู้กระทำต้องเล็งเห็นผลของการกระทำแล้วว่าจะทำให้ผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตายได้ ซึ่งเป็นผลที่เห็นได้ชัดว่าจะเกิดขึ้น มิใช่เพียงแค่อาจจะเกิดขึ้นเท่านั้น การที่จำเลยกับพวกร่วมกันถีบรถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายทั้งสองขับด้วยความเร็ว 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเป็นความเร็วไม่มาก ทำให้ผู้เสียหายทั้งสองไถลไปตามไหล่ทางที่มีหญ้าขึ้นปกคลุม และได้รับบาดแผลถลอกเป็นส่วนใหญ่ คงมีแต่ผู้เสียหายที่ 2 ที่นิ้วมือขวาฉีกด้วยเท่านั้น จึงเป็นพฤติการณ์ที่แสดงว่าจำเลยเพียงเจตนาทำร้ายเท่านั้นหรือ

Advertisement

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1332/2553 การที่จำเลยใช้มีดอีโต้ซึ่งเป็นมีดทำครัวขนาดใหญ่เลือกฟันอย่างแรงที่ศีรษะ ลำคอ และกลางหลัง ล้วนเป็นอวัยวะสำคัญจนเป็นแผลฉกรรจ์ หากรักษาไม่ทันอาจถึงแก่ความตายได้ จำเลยย่อมจะเล็งเห็นผลได้ว่าการกระทำของจำเลยอาจทำให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายถึงแก่ความตายได้ พฤติการณ์ชี้ชัดว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วมแล้ว แม้เมื่อโจทก์ร่วมล้มลงหมดสติไป จำเลยจะไม่ได้ฟันโจทก์ร่วมซ้ำอีกก็ตาม

รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดกล่าวอีกว่า กระบวนการต่อไป ผู้ต้องหาคงจะโดนแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม ตามการสอบสวนที่ได้ความ เรื่องของลุงจรูญนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งที่สังคมควรจะเรียนรู้ อารมณ์ชั่ววูบ แต่เวลาต้องคดี ทุกข์ระยะยาว จึงควรมีสติและให้อภัยกัน อย่าใช้ความรุนแรงกันเลย