เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นประธานเปิดโครงการป่าในเมืองบ้านห้วยทรัพย์ “ดินแดนผืนป่าชายเลนเดินได้ชายฝั่งอ่าวไทย” ลงพื้นที่เยี่ยมชมกิจกรรมในโครงการฯ ร่วมประชุมสัมมนาเครือข่ายภาคีเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแบบมีส่วนร่วม พร้อมทั้งนำประชาชนและผู้แทนหน่วยงานในพื้นที่ทำกิจกรรมปลูกป่าชายเลน ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำและเก็บขยะทะเล ที่ จ.สุราษฎร์ธานี
พล.อ.สุรศักดิ์ กล่าวว่า ได้มอบนโยบายให้หน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันดำเนิน โครงการป่าในเมือง โดยนำพื้นที่ในความรับผิดชอบซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในเมืองหรือใกล้เคียง มาดำเนินการพัฒนาร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ ท้องถิ่น และชุมชน ให้กลายเป็นพื้นที่ป่าหรือพื้นที่สีเขียวและเปิดให้ประชาชนเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งทางตรงและทางอ้อมตามความเหมาะสม เช่น การออกกำลังกาย พักผ่อนหย่อนใจ และศึกษาธรรมชาติ

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กล่าวว่า ป่าในเมืองบ้านห้วยทรัพย์ มีแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติและกิจกรรมเชิงอนุรักษ์ ทั้งทางบกและทางน้ำมากมาย ประกอบด้วย เส้นทางศึกษาธรรมชาติในป่าชายเลนระยะทาง 700 เมตร ซึ่งมีฝูงลิงแสมตลอดเส้นทาง ขณะที่ทางน้ำจะมีทั้งจักรยานน้ำและการพายเรือแคนู รวมทั้งการนั่งเรือชมบรรยากาศธรรมชาติและป่าชายเลนเดินได้ มีแหล่งเรียนรู้การเลี้ยงหอยและฝึกหัดงมหอย ซึ่งมั่นใจว่า กิจกรรมทั้งหมดภายในโครงการฯ จะสามารถรองรับประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มาเยือนจะได้รับทั้งความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ ความเพลิดเพลินและพักผ่อนหย่อนใจได้พร้อมๆกัน
ในวันเดียวกันเมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ ทช. ได้เปิดเวที “ประชุมสัมมนาเครือข่ายภาคีเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแบบมีส่วนร่วม” ครั้งที่ 2 เพื่อพัฒนาศักยภาพเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทะเลตามแนวทางไทยยั่งยืน ผนึกกำลังภาคประชาชน เอ็นจีโอ หน่วยงานรัฐ ท้องถิ่น ภาคเอกชน และชุมชนในจังหวัดชายฝั่งทั่วประเทศ ร่วมเป็นกลไกปกป้องและบริหารทรัพยากรทางทะเลอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม ที่ห้องบรรจงแกรนด์บอลรูม โรงแรมบรรจงบุรี
โดย พล.อ.สรุศักดิ์ กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาเครือข่ายฯว่า ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งไม่เพียงแต่จะมีความสำคัญต่อระบบนิเวศเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญทั้งในฐานะเป็นแหล่งสร้างอาหาร แหล่งท่องเที่ยว และเส้นทางคมนาคม ที่สามารถสร้างรายได้ให้แก่ประเทศได้อย่างมหาศาล ที่ผ่านมาประเทศไทยยังมีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างไม่ถูกต้อง ทำให้ทรัพยากรถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งลำพังเพียงกำลังเจ้าหน้าที่ ทช. ที่มีอยู่อย่างจำกัด คงไม่เพียงต่อการดูแลรักษาทรัพยากรได้อย่างทั่วถึง จึงต้องมีการส่งเสริมให้เกิดเครือข่ายภาคีทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยดึงภาคส่วนต่างๆ ประกอบด้วย ชุมชน ท้องถิ่น ภาคประชาชน องค์กรภาครัฐ และภาคเอกชน ให้เข้ามามีส่วนร่วมบริหารจัดการและดูแลทรัพยากรในท้องถิ่น ซึ่งตรงกับนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศ

“หน่วยงานได้เข้ามาช่วยทำให้เครือข่ายมีความถูกต้องตามกฎหมาย มีการออกกฎระเบียบจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เพื่อรองรับ ทำให้กลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์ทะเลมีความมั่นใจขึ้นในการทำงาน รวมถึงการดำรงชีวิต วันนี้บทบาทของทส.และทช. เป็นผู้สนับสนุน ขับเคลื่อนให้กลุ่มพิทักษ์ฯและประชาชนมีความมั่นคง มีอาชีพที่ดี และขยายตัวให้มีความก้าวหน้า ซึ่งจุดเด่นของพื้นที่ทางชายฝั่งของอ.พุนพินชาวบ้านแต่ละคนจะมีพื้นที่ทำกินอยู่หน้าบ้านและทุกคนมีความเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย ทำให้มีความเข้มแข็ง ถึงแม้ว่าเครือข่ายจะสร้างมาได้เพียง 7-8 เดือนเท่านั้น แต่มีสมาชิกมากถึง 1 หมื่นกว่าคน เป้าหมายที่กลุ่มผู้พิทักษ์ฯคาดหวังตรงกับนโยบายของรัฐคือ การสร้างทรัพยากรธรรมชาติให้มีความอุดมสมบูรณ์ คิดว่าอีกประมาณ 1 ปีข้างหน้าจะเป็นความเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยในเรื่องของป่าชายเลน ซึ่งตอนนี้เรามีพื้นที่ป่าทั้งหมด 98 ป่า เป็นป่าชายเลน 20 และป่าบก 78 ป่า คิดว่าถ้าเราเปิดป่าครบ ประชาชนจะช่วยกันดูแลรักษาและการเปิดป่ายังเป็นการลดความเลื่อมล้ำทางสังคมเพราะทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเข้าถึงได้” พล.อ.สรุศักดิ์ กล่าว

