หน้าแรก ในประเทศ รถ6ล้อหลับใน!...

รถ6ล้อหลับใน! พุ่งชนบ้านคนพังยับบาดเจ็บ4ราย คนขับรถตกใจวิ่งหนีเเต่ไม่รอด ชาวบ้านรุมจับไว้ได้

31.03.18 | 17:40 น.

เมื่อวันที่ 31 มี.ค. ร.ต.อ.จำรัส ศรีหาตา รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองนครพนม รับแจ้งอุบัติเหตุรถบรรทุกพุ่งชนบ้านเรือนประชาชนมีผู้บาดเจ็บ ที่ริมถนนทางหลวงชนบท สายเนินสะอาด-รามราช บ้านสร้างหิน หมู่ 3 ต.นาราชควาย อ.เมือง จ.นครพนม หลังรับแจ้งรีบรุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างนาวาธาตุพนม

ที่เกิดเหตุอยู่ถนนสายดังกล่าว ซึ่งเป็นถนน 2 เลน พบรถยนต์ 6 ล้อ ยี่ห้อฮีโน่ สีขาวทะเบียน 80-7786 นครพนม พลิกตะแคงคว่ำขวางถนน สภาพหน้ารถพังยับเยิน ประตูหน้ารถด้านซ้ายฉีกขาด เพลาล้อหน้าหลุดสองข้าง พุ่งทะลุกำแพงอิฐบล็อกชนบ้านเลขที่ 102 บ้านครึ่งปูนครึ่งไม้ของนายประกอบ พิมพิค้อ วัย 66 ปี เจ้าของบ้านเสียหายพังยับเยิน ส่วนคนขับรถบรรทุกคันดังกล่าว หลังเกิดเหตุได้รีบวิ่งหนีเอาตัวรอด แต่โดนชาวบ้านจึงช่วยกันจับตัวไว้ทราบชื่อภายหลังคือนายดิว อายุ 30 ปี ชาวบ้านรามราช อ.ท่าอุเทน

พบคนเจ็บนอนร้องครวญคราง เจ้าหน้าที่และเพื่อนบ้านจึงรีบนำตัวส่งรักษาที่ รพ.นครพนม ไปก่อนหน้านี้แล้ว ทราบชื่อคือนายประกอบ เจ้าของบ้าน ได้รับบาดเจ็บที่ต้นขาซ้าย นางราตรี พิมพิค้อ อายุ 61 ปี ภรรยานายประกอบ ได้รับบาดเจ็บขาซ้ายหัก ต้นแขนซ้ายและเบาตาขวาเขียวซ้ำ นอกจากนี้ยังมี ด.ช.ยงยุทธ พิมพิค้อ วัย 11 ปี นักเรียนชั้น ป.4 บาดเจ็บต้นขาขวา และ ด.ญ.โชติกา พิมพิค้อ วัย 1 ขวบ 2 เดือน มีบาดแผลที่ดั้งจมูก โดยผู้บาดเจ็บทั้ง 2 คนเป็นหลาน
นายประกอบฯ

เจ้าของบ้านเล่านาทีระทึกว่า ก่อนเกิดเหตุเวลาช่วงตี 3 ครึ่งของวันดังกล่าว ตนลุกตื่นมาเข้าห้องน้ำและไปหลับนอนในห้องพักหน้าบ้านซึ่งเป็นห้องแอร์ติดริมถนน กับภรรยาและหลานรวม 4 คนในห้องเดียวกัน สักพักได้ยินเสียงดังโครมคล้ายเสียงฟ้าผ่า หลังตั้งสติได้จึงรีบลุกจากซากปรักหักพัง อุ้มหลาน 2 คน ออกจากซาก พร้อมเรียกเพื่อนบ้านให้มาช่วยเหลือ ทีแรกตนนึกว่าภรรยาและหลาน 2 คน เสียชีวิตคาซากบ้านไปแล้ว โชคดีที่รอดชีวิตได้ทั้งหมด

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า นายดิว คนขับรถบรรทุก 6 ล้อ ขับจากบ้านที่ ต.รามราช อ.ท่าอุเทน ซึ่งมีรอยต่อติดกับบ้านที่เกิดเหตุ เพื่อไปส่งเจ้าของรถ ที่หอพักใกล้มหาวิทยาลัยนครพนมบ้านเนินสะอาด ขณะจะมุ่งหน้ากลับบ้านสันนิษฐานว่าอาจจะหลับใน ก่อนเสียหลักพุ่งชนบ้านหลังดังกล่าว กระทั่งมีผู้บาดเจ็บรวม 4 ราย ซึ่งเจ้าหน้าที่จะได้เร่งสอบสวนสาเหตุที่แน่ชัดอีกครั้ง

Advertisement