ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการกระทรวงยุติธรรม ได้บรรยายพิเศษ เรื่อง ‘หากไม่เรียนรู้ประวัติศาสตร์ เราจะรักชาติเป็นได้อย่างไรกัน’ แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา และครูอาจารย์ เมื่อวันที่ 1 เมษายน ที่ วังวรดิศ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ ตอนหนึ่งว่า ตามคำบอกเล่าของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์และโบราณคดี ที่ทรงเล่าประทานแก่ศิษย์สวนกุหลาบวิทยาลัยทั้งหลาย ณ วังวรดิศ ถึงความเพียรพยายามของพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส คือ พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่จะให้สมเด็จพระนารายณ์มหาราชและชาวสยามทั้งมวลได้เปลี่ยนศาสนาจากพุทธมาเป็นคริสตจักร ดังความที่เล่ากันมาหลายชั่วคน
อันถือเป็นพระราชดำรัสที่เป็นคำคมหรือวลีประวัติศาสตร์ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ที่ได้ทรงมีต่อมหาประเทศตะวันตก อันเป็นสุดยอดแห่งภาษาทางการทูตก็แทบจะว่าได้ :
“เมื่อจะให้พูดกันตามตรง ถึงกับต้องมีการชี้แจงแถลงไข ด้วยพระองค์มีความลำบากพระทัยโดยแท้ต่อข้อเสนอของพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส ที่จะให้พระองค์ละจากศาสนาดั้งเดิมที่ทั่วราชอาณาจักรของพระองค์ได้นับถือติดต่อกันมากว่าสองพันปี แล้วหันไปรับสิ่งที่พระองค์ไม่เคยรู้ซึ้งต่อความเชื่อนั้นมาก่อน ตรัสว่า เรื่องนี้น่าจะเป็นภาระของพระผู้เป็นเจ้า ผู้สร้างสวรรค์และพิภพกับมนุษยชาติทั้งหลาย หากเป็นพระประสงค์ของพระองค์ ก็อาจประทานร่างกายและจิตวิญญาณให้แก่มวลมนุษย์เสมอเหมือนกันไปโดยทั่ว ต้องนับถือศาสนาเดียวกันหมดในทุกผู้ทุกคน ตามที่พระองค์ทรงเห็นว่าเป็นเลิศที่สุด แต่ที่ลัทธินิกายอันเป็นความหลากหลายยังคงธำรงอยู่ได้นั้น ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เชื่อได้ว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าก็ทรงพอพระทัยที่จะได้รับการเคารพบูชาโดยนัยแห่งลัทธิศาสนาและศาสนพิธีที่แตกต่างกันไป”

เมื่อเวลาให้หลัง พระราชดำรัสอันเป็นคำคมทางประวัติศาสตร์ ได้ถูกบันทึกไว้โดยทางการแห่งราชสำนักฝรั่งเศส ความว่า :
“พระราชดำรัสของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยาพระองค์นี้ ชี้ให้เรา (ฝรั่งเศส) ได้ตระหนักในพระปรีชาญาณของพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาได้เป็นอย่างดีว่า ทั้ง ๆ ที่มิได้ทรงรอบรู้วิทยาการทางภาคพื้นยุโรป ก็ทรงแสดงพระราชกฤดาภินิหารอันเต็มไปด้วยพลังและความแจ่มแจ้งปราดเปรื่อง เป็นที่น่ารับฟังอย่างเลื่อมใสศรัทธาได้ตามนัยแห่งปรัชญาของผู้นอกศาสนาคริสตจักร…
…มิสงสัยเลยว่า พระองค์ได้ตรัสออกมาดังที่พระองค์ทรงคิดอยู่ด้วยน้ำพระราชหฤทัย และในการที่พระองค์ทรงเล็งเห็นว่าเป็นสัจธรรม”
“ความภาคภูมิใจในชาติ จึงถือเป็นเอกลักษณ์ของชาติประการสำคัญ การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่จะทำให้เราเกิดความรักชาติ รำลึกถึงพระคุณบุพการีชนของคนไทย ที่จะทำให้เรามีความรู้รักสามัคคี มีความเป็นสุภาพชนเข้าหากัน พูดจาหารือด้วยเหตุและผล ไม่ใส่ร้ายป้ายสีระหว่างกัน และมีความซื่อตรงต่อกัน เพื่อช่วยกันดำรงรักษาประเทศชาติ” ม.ล.ปนัดดา กล่าว


