125 ปี องค์กรอัยการ อสส.ลั่นปฏิรูปองค์กรยึดรัฐธรรมนูญ สนองนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ลดความเหลื่มล้ำ เร่งสร้างความสัมพันธ์หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ประสานความสัมพันธ์ต่างประเทศล่าตัวผู้ร้ายข้ามแดน ปฏิรูปตำรวจยึดทางสายกลาง รับไม่ดีที่สุดแต่ต้องดีขึ้น ร่วมมือป.ป.ช.แม้คนมองไม่ลงรอย
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 2 เมษายน ที่ห้องประชุม 120 ปี สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.แจ้งวัฒนะ นายเข็มชัย ชุติวงศ์ อัยการสูงสุด (อสส.) กล่าวเปิดงานและปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “ทิศทางองค์กรอัยการ” เนื่องในโอกาสสถาปนาองค์กรอัยการ 125 ปีตอนหนึ่งว่า อดีตพนักงานอัยการมีบทบาทหน้าที่สำคัญอำนวยความยุติธรรมในทางอาญา ทิศทางองค์กรอัยการตั้งแต่กำเนิดขึ้นจนถึงปัจจุบันมีการขับเคลื่อนในทางปฏิบัติหน้าที่ในการอำนวยความยุติธรรม มีความเที่ยงธรรมมากขึ้น สมัยตนเป็นอัยการผู้ช่วย การสั่งฟ้องคดีทำได้ง่าย ซึ่งอัยการส่วนใหญ่ในสมัยนั้นมักมีคำสั่งที่จะฟ้องคดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป อัยการมีความพิถีพิถันที่จะพิจารณาพยานหลักฐานในคดีมากขึ้น การสั่งฟ้องในสมัยนี้จะต้องประสบความสำเร็จคือศาลสั่งลงโทษได้ สิ่งนี้เป็นทิศทางที่ต้องขับเคลื่อนต่อไปในอนาคต ขั้นตอนที่สำคัญของอัยการคือการสั่งคดีจะต้องให้ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับของสังคม
นายเข็มชัย กล่าวต่อไปว่า หน้าที่สำคัญอัยการอีกหน้าที่หนึ่งคือการเป็นทนายแผ่นดิน อัยการจะต้องทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของรัฐ พยายามแสวงหาความเป็นมืออาชีพ ฝึกฝนให้เป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สามารถสนองตอบงานของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่ง คดีปกครอง หรือว่าความแก้ต่างให้ดีที่สุด เมื่อก่อนนี้อัยการจะเหมือนกับข้าราชการอื่นๆ ที่มีความคิดที่ไม่ค่อยถูก ที่คิดว่าอัยการทำได้ทุกอย่าง แต่สมัยนี้คิดอย่างนั้นไม่ได้ ไม่มีอัยการคนไหนที่ทำได้ทุกอย่างแล้วมีประสิทธิภาพอย่างที่หน่วยงานของรัฐต้องการ ตรงนี้มีความจำเป็นที่จะต้องสร้างผู้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ที่มีความเก่งกาจสามารถในด้านนั้นๆ ถ้าเมื่อก่อนการโยกย้ายของอัยการจะต้องสลับไป ซึ่งการโยกย้ายสับเปลี่ยนบางครั้งก็ทำลายโอกาสที่จะฝึกฝนสร้างความรู้ความเชี่ยวชาญพิเศษ จำเป็นที่จะต้องหาทางสร้างบุคลากรในลักษณะนี้ขึ้นมา
นอกจากนี้แล้วงานสำคัญของอัยการอีกเรื่องหนึ่ง คืองานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือกฎหมายแก่ประชาชน ซึ่งเรื่องนี้ต้องยอมรับว่าคนไทยในชนบทที่ห่างไกลยังขาดความรู้ในทางกฎหมาย ถูกเอารัดเอาเปรียบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำสัญญา นิติกรรม หรือการเข้าร่วมธุรกิจต่างๆ บางทีคนเหล่านี้ไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปพึ่งใคร กว่าที่จะถึงขั้นตอนฟ้องร้องในศาลก็เสียเปรียบไปแล้ว การที่จะแก้ปัญหาเช่นนี้จะต้องมีการนำความรู้ทางกฎหมายเบื้องต้นไปเผยแพร่ให้กับประชาชนในชนบทที่ห่างไกล อัยการได้ทำงานนี้ติดต่อกันมาหลายสิบปี พนักงานอัยการขณะนี้ยังได้รับให้ความช่วยเหลือทางด้านกฎหมายแก่คนที่ยากไร้ ไม่มีเงินพอจะจ้างทนายความมูลค่าสูงๆ ได้

นายเข็มชัย กล่าวอีกว่า นโยบายปฏิรูปล่าสุดที่กระทรวงยุติธรรมเป็นเจ้าภาพ คือการลดความเหลื่อมล้ำทางกฎหมายระหว่างคนในสังคมที่จะเน้นเกี่ยวกับเรื่องทำให้คนมีฐานะและไม่มีฐานะมีโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่ากรณีจะตกเป็นผู้ต้องหาหรือเกี่ยวข้องในคดีอาญา ตรงนี้ทางสำนักงานอัยการสูงสุดก็เป็นแนวร่วมกับกระทรวงยุติธรรม เพื่อช่วยเหลือในเรื่องนี้ ถ้าเราพูดถึงทิศทางในอนาคตต่อจากนี้ไป ก็จะต้องยึดเอารัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 เป็นหลัก ซึ่งมีบทบัญญัติที่ได้แสดงถึงทิศทางขององค์กรอัยการในมาตรา 248 จะเป็นเรื่องการพัฒนาองค์กรบริหารงาน พัฒนาบุคคลขององค์กรอัยการ ซึ่งมาตราดังกล่าวได้รับรองสถานะความเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญขององค์กรอัยการ จะมีการออกกฎหมายระดับพระราชบัญญัติรองรับต่อไป
นายเข็มชัย ยังกล่าวถึงแผนการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ซึ่งบัญญัติในรัฐธรรมนูญมาตรา 258 ว่า ที่รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ที่ได้ร่างแผนปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม 20 ปี ทางสำนักงานอัยการสูงสุดก็จะต้องพัฒนาไปตามแผนปฏิรูป ในระยะเวลาสั้นๆ ในประเด็นที่จะเป็นทิศทางขององค์กรอัยการ ประการแรก คือการพัฒนาบทบาทในกระบวนการยุติธรรมที่จะต้องยึดถือประชาชนเป็นศูนย์กลาง เราจะต้องตอบคำถามให้ได้ว่า ในแต่ละกระบวนการที่จะดำเนินการได้ตอบสนองความต้องการ ความผาสุก ก่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อประชาชนอย่างไร เรื่องที่ 2 ที่อาจเป็นแนวคิดส่วนตัวของตนที่จะพยายามผลักดัน คือการประสานงานร่วมมือกับหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ที่ผ่านมาก็มีการครหาว่าหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมจะมีปัญหา เพราะแต่ละองค์กรมีตัวชี้วัดของตนเอง ซึ่งตนคิดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายในความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม เพราะเป็นสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เคยปฏิบัติ ต้องมีความเสียสละ ซึ่งองค์กรอัยการควรจะต้องมีบทบาทนำในเรื่องนี้ เราจะต้องยอมละอัตตาส่วนตัว ความยึดมั่นถือมั่น และไปร่วมมือกับองค์กรอื่นๆ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาเราได้ทำสำเร็จในหลายเรื่อง เราร่วมมือกับตำรวจปราบปรามยาเสพติดทั้งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) โดยที่ไม่ต้องมีกฎหมายมาบังคับให้ร่วมกันสอบสวน แต่เราเห็นเป้าหมายและความสำเร็จของงานเป็นหลัก
“วันนี้เราจะได้เห็นความร่วมมือระหว่างอัยการ, ป.ป.ส. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งเราก็ได้ทำงานร่วมกันมาหลายปีแล้ว มีความสำเร็จในทางคดีหลายคดี แต่ละคดีก็เป็นคดีที่เป็นนโยบายของรัฐบาล มีความร้ายแรงในระดับสากล คือคดีปราบปรามการทุจริตและการค้ามนุษย์ อย่างคดีค้ามนุษย์ที่เป็นการกระทำต่อมนุษย์ด้วยกัน เป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้ ไม่ว่าจะเป็นประเทศใด ทางสำนักงานอัยการสูงสุดให้ความร่วมมือเต็มที่ และได้พบวิธีการที่จะบูรณาการข้อมูลร่วมกัน ทำให้การปราบปรามมีประสิทธิภาพ แม้ว่าคดีค้ามนุษย์จะเป็นคดีที่มีความยุ่งยากซับซ้อน มีผู้กระทำความผิดเข้ามาเกี่ยวข้องจำนวนมาก มีหลายสาขาวิชาชีพเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งในส่วนการปราบปรามอาชญากรรมและการแก้ไขเยียวยา ซึ่งอัยการได้ทุ่มเทให้ความร่วมมือกับสาขาวิชาชีพอื่นอย่างเต็มที่ ส่วนคดีปราบปรามการทุจริตนั้น ที่เราต้องมีความร่วมมือกับ ป.ป.ช. ในอดีตที่ผ่านมาแม้บางครั้งเราจะมีความเห็นแตกต่างกัน และสังคมก็จะรู้สึกว่ามีความขัดแย้งไม่ลงรอยกัน ซึ่งต่อไปทางอัยการจะพยายามอย่างยิ่งในการทำความเข้าใจ ร่วมมือร่วมใจทำงาน”นายเข็มชัยกล่าว

นายเข็มชัย กล่าวถึงเรื่องการประสานงานระหว่างประเทศว่า ทางอัยการยึดถือคติที่ว่าเราจะไม่ยอมให้อาชญากรมีที่อยู่ที่ใดๆ ในโลกนี้ นั่นแปลว่าประเทศทุกประเทศต้องให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน อำนวยความยุติธรรมในการปราบปรามอาชญากรรม ซึ่งเรื่องนี้มีประเด็นสำคัญ 2 เรื่อง คือ 1.การส่งผู้ร้ายข้ามแดน 2.การให้ความร่วมมือระหว่างกันในทางอาญา ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากตัวแทนสถานทูตประเทศต่างๆ ทั้งในกรณีที่ประเทศไทยขอความร่วมมือ และในทำนองเดียวกันเมื่อทางต่างประเทศขอความร่วมมือ จะพยายามให้ความร่วมมือ ซึ่งการประสานงานเรามีทั้งแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ และจากความรู้สึกพบว่าการประสานงานอย่างไม่เป็นทางการ เราก็ได้ผลเกินกว่าที่เราคาดหมาย การที่พนักงานอัยการของไทยกับต่างประเทศรู้จักกัน เป็นเพื่อนกัน อบรมด้วยกัน ทำให้สามารถที่จะติดต่อประสานงานกันได้อย่างดี แทนที่จะต้องรอเอกสารส่งกันไปมา ซึ่งจะต้องใช้ระยะเวลานานที่เป็นอุปสรรคและผลร้ายต่อกระบวนการร่วมมือระหว่างประเทศอย่างยิ่ง ตรงนี้เราก็จะสามารถใช้การยกหูโทรศัพท์พูดคุยทำความเข้าใจกันได้ ทำให้การปฏิบัติหน้าที่ตรงนี้ลุล่วงไปได้อย่างดี สุดท้ายนี้องค์กรอัยการจะต้องมีการพัฒนาไปพร้อมกับหน่วยงานอื่นๆ พร้อมกับรัฐบาล เราต้องพัฒนาให้เป็นแบบไทยแลนด์ 4.0 มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการบริหารจัดการทุกขั้นตอน การติดต่อสื่อสารระหว่างประชาชนในอนาคตอันไม่ไกลจะถูกทำให้เป็นระบบดิจิตอล เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชน เราใช้แต่กระดาษต่อไปคงจะไม่ไหว ส่วนงานที่เกี่ยวข้องจะต้องพัฒนาตนเอง
ทั้งนี้ นายเข็มชัยได้ย้ำว่า ทิศทางขององค์กรอัยการจะต้องปฏิรูปเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับหน่วยงานอื่นในกระบวนการยุติธรรมตามแนวคิดการปฏิรูปประเทศของรัฐบาลและรัฐธรรมนูญ เชื่อในหลักทางสายกลาง เราไม่สามารถที่จะเน้นไปในแนวคิดสุดโต่ง การเปลี่ยนแปลงทุกเรื่องต้องเน้นทางสายกลาง
นายเข็มชัย กล่าวต่อว่า ได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ ซึ่งนายกฯ ได้ให้โอกาสพูดในที่ประชุมถึงเรื่องการปฏิรูปองค์กรที่มีความสำคัญขณะนี้ มีแนวความคิดหลายด้าน ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการทะเลาะกันแทบจะไม่มองหน้ากันในบางองค์กรเกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปตำรวจ ได้เสนอแนะว่าสิ่งที่จะเป็นไปได้ต้องยึดถือทางสายกลาง ทางที่สามารถรับกันได้ระหว่างทุกฝ่าย ซึ่งอาจจะไม่ใช่แนวทางที่ดีที่สุด แต่ว่าจะต้องดีขึ้น และแนวทางที่ทางคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจได้เสนอไปอาจจะไม่เป็นที่พอใจของคนในสังคม ที่ผ่านมามีคนพยายามเสนอทางที่จะแก้ไขแบบเปลี่ยนแปลงฉับพลันทันทีจากหน้ามือเป็นหลังมือ ซึ่งความจริงมันคงเกิดขึ้นไม่ได้ อย่างองค์กรอัยการก็เช่นกัน แม้ตนอาจจะมีแนวความคิดหลายอย่างที่จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด แต่ทุกคนในองค์กรอัยการก็จะต้องมีฉันทามติร่วมกันเพื่อเปลี่ยนแปลงองค์กรของเราในอนาคต ตนเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่จะพยายามนำแนวความคิดที่ได้ตกผลึกร่วมกันมาขับเคลื่อนให้เป็นจริง ซึ่งเราจะทำปฏิญญาร่วมกันว่าองค์กรอัยการจะตั้งใจพัฒนาบทบาทหน้าที่เพื่อตอบสนองความต้องการ เพื่อความผาสุก ความสงบเรียบร้อยของประชาชน



