‘ดร.อาทิตย์’ขอ คสช.ใช้ ม.44 ปลดล็อก’กัญชา’ เหตุงานวิจัยช่วยผู้ป่วยมะเร็งติดขัด

3.04.18 | 16:29 น.

จากกรณี ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความผ่านเฟชบุ๊กถึงความสำเร็จของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ในการวิจัยยาพ่นในช่องปากจากสารสกัดกัญชา โดยอยู่ระหว่างการขอขึ้นทะเบียนตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 3 เมษายน ที่อาคาร 1 มหาวิทยาลัยรังสิต ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดี ม.รังสิต แถลงข่าวความคืบหน้าการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ตัวอย่างซึ่งสกัดจากกัญชาว่า การศึกษาวิจัยและผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับกัญชาของ ม.รังสิต ถือเป็นความสำเร็จที่เป็นวิทยาศาสตร์ครั้งแรกของประเทศไทย ที่จะสร้างคุณูปการให้แก่มนุษยชาติ และไม่แพ้ชาติใดในโลก แต่การพัฒนายังมีอุปสรรคทั้งเรื่องของกฎหมาย การขึ้นทะเบียนยา จึงอยากสื่อสารให้สังคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยอมรับว่า เรามีความสำเร็จเรื่องกัญชาทางการแพทย์ จึงเสนอให้มีการปลดล็อกในการนำกัญชามาใช้ประโยชน์จากทางการแพทย์ได้ โดยเฉพาะอยากเสนอให้รัฐบาล คสช. ใช้มาตรา 44 ในการปลดล็อกให้นำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้ เช่น ปลดล็อกให้กัญชาเป็นยาเสพติดประเภทสอง แบบฝิ่น หรือมอร์ฟีน ที่สามารถนำมาใช้ทางการแพทย์ได้ หรืออนุญาตปลูกเพื่อใช้ทางการแพทย์ในพื้นที่จำกัดมีการควบคุมอย่างใกล้ชิด เป็นต้น ซึ่งหาก คสช.กล้าปลดล็อกกัญชาเพื่อการแพทย์โดยใช้ ม.44 เรียกกองหนุนกลับคืนมาได้อีก

ดร.อาทิตย์กล่าวว่า นักวิจัย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ตัวอย่าง ซึ่งสกัดจากกัญชา โดยกระบวนการสกัดสารสำคัญ ใช้ตัวทำละลายและใช้เทคนิคพิเศษที่ทันสมัย จนได้สารสกัดที่เหมาะสมเพื่อนำมาใช้เตรียม ตำรับสเปรย์ฉีดพ่นในช่องปาก จากสารสกัดกัญชา (Formulation Development of Oromucosal Spray from Cannabis Extract) ทั้งนี้ เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้ป่วย โดยเน้นไปที่การบำบัดรักษาอาการปวดปลายประสาทในโรคปลอกประสาทอักเสบ (Multiple Sclerosis) และลดอาการปวดจากโรคมะเร็ง คลื่นไส้อาเจียน

รศ.ภญ.นริศา คำแก่น อาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ในฐานะนักวิจัย กล่าวว่า การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ซึ่งสกัดจากกัญชานั้น ทีมวิจัยได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ให้สามารถครอบครองยาเสพติดประเภท 5 และผลิตสารสกัดที่ได้จากยาเสพติดให้โทษเพื่องานวิจัย โดยได้รับกัญชาของกลางจากกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดจำนวน 40 กิโลกรัม โดยนำไปใช้ใน 2 โครงการ คือ การพัฒนาเป็นสเปรย์พ่นเพื่อรักษาอาการผลข้างเคียงจากการรักษามะเร็งด้วยคีโม เช่น อาการปวด อาเจียน นอนไม่หลับ เป็นต้น โดยตำรับยาจะมีสารสกัดจากกัญชา 2 ตัว คือ Cannabidiol (CBD) และ Tetrahydrocannabinol (THC) ในอัตราส่วนการออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่ 1 ต่อ 1 เนื่องจากปกติแล้วกัญชาจะมีสาร THC ซึ่งทำให้เกิดอาการหลอน ดังนั้น ตำรับนี้จึงไม่มีผลข้างเคียงอาการไม่พึงประสงค์ต่อจิตและประสาท โดยขณะนี้เหลือเพียงการทดลองวิจัยในสัตว์ทดลองและในมนุษย์ รวมถึงการทดสอบความคงตัวทั้งกายภาพ และทางเคมี ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม จะต้องรอกฎหมายปลดล็อกก่อนจึงจะสามารถทดลองในคนได้

เมื่อถามว่า ระหว่างที่กฎหมายยังไม่ปลดล็อกจะมีแผนสำรองในการดำเนินการหรือไม่  รศ.ภญ.นริศากล่าวว่า ในกฎหมายเดิม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มีมาตราหนึ่งที่เปิดช่องให้สามารถทำการทดลองภายในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้

Advertisement

ผศ.ภญ.สุรางค์ ลีละวัฒน์ ทีมนักวิจัย กล่าวว่า ยังมีโครงการคือการวิจัยสารสกัดจากกัญชาที่มีผลต่อเซลล์มะเร็ง ซึ่งจากการทดลองในหลอดทดลองพบว่า สารสกัด THC จากกัญชา สามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งทางเดินท่อน้ำดีได้ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการทดลองในสัตว์ทดลอง คาดว่าอีกประมาณ 3-4  เดือน จะทราบผลการทดลอง และสามารถคำนวณขนาดโดสที่จะใช้ทดลองในมนุษย์ แต่ยังต้องรอให้กฎหมายปลดล็อกก่อน จึงจะสามารถทดลองในคนได้ โดยกระบวนการทดลองในคนคาดว่าต้องใช้เวลาดำเนินการ 1-2 ปี และศึกษาความปลอดภัยทางด้านพิษวิทยาเพิ่มเติมด้วย