เมื่อวันที่ 4 เมษายน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดเสวนาธรรมศาสตร์สู่สังคม ครั้งที่ 2 ในหัวข้อ “ตีแผ่เงินสงเคราะห์ เรามาถูกทางหรือไม่? ในการช่วยเหลือคนจน” โดย ศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ.กล่าวว่า เงินที่รัฐทุ่มไปในสวัสดิการประชาชนมีจำนวนมหาศาล แต่ทำไมไม่สามารถลดปัญหาความเหลื่อมล้ำหรือแก้ปัญหาความยากจน และไม่สามารถทำให้ประชาชนพึ่งพาตัวเองได้ โดยเฉพาะการจ่ายเงินสงเคราะห์ให้กับคนยากไร้ ที่ตนมองว่าเป็นการทำประชานิยมของรัฐบาลในรูปแบบการเยียวยาคนด้อยโอกาส ในลักษณะเยียวยาชั่วคราวที่ให้เงินไปใช้ สุดท้ายก็ยากจนเหมือนเดิม และทำให้เกิดการเสพติดสวัสดิการของรัฐ จึงเสนอให้ทบทวนเรื่องโครงสร้างกลไกการบริหารราชการแผ่นดิน ให้กระจายอำนาจศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจากที่ขึ้นกับส่วนกลางของพม.ในปัจจุบัน โอนให้ท้องถิ่นซึ่งรู้สภาพความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่จัดการดูแลเอง ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยได้อย่างถูกจุด ภาคประชาสังคม ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ และคอรัปชั่นได้ยากกว่าการรวมศูนย์อำนาจอย่างนี้ สังเกตได้จากเหตุการณ์ที่ศูนย์ฯขอนแก่น ที่จังหวัดและท้องถิ่นไม่มีบทบาทตรวจสอบเลยก่อนหน้านั้น เพราะข้อมูลถูกรายงานเข้ามาที่ส่วนกลางของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)อย่างเดียว จนเรื่องมาแดงเพราะ 2 นักศึกษาที่มาร้องและนำไปสู่การตรวจสอบ
ศ.ดร.โกวิทย์กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องการจ่ายเงินสงเคราะห์ของพม. ตนมองความผิดพลาด 3 ข้อคือ 1.ไม่มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ให้สามารถรับรู้ว่าตัวเลขผู้อยู่ในศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งมีจำนวนเท่าไหร่ โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ก็ไม่ได้รับรู้ 2.การทำข้อมูลเสนอรัฐเพื่อของบประมาณ ไม่มีข้อมูลประชาชนในพื้นที่ที่ไร้ที่พึ่งชัดเจน และยังไม่มีการเผยแพร่ให้ได้รับทราบ และ3.กลไกการจ่ายเงินนำไปสู่การทุจริต ซึ่งประชาชนกลุ่มเป้าหมายไม่ทราบถึงสิทธิของตัวเองว่าจะได้รับเท่าไหร่ ทำให้เป็นช่องว่างให้เกิดการรั่วไหล แต่สิ่งสำคัญคือ พม.หวงอำนาจไม่ถ่ายโอนให้ท้องถิ่นดำเนินการ ทำให้ตนตั้งข้อสังเกตอีกว่า การจัดตั้งศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งถึง 76 จังหวัดเมื่อปี 2557 ตามพ.ร.บ.คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง พ.ศ.2557 ทั้งที่ปัญหาคนไร้ที่พึ่ง คนขอทานมีมานาน แต่ทำไมถึงเพิ่งมาเกิดศูนย์เหล่านี้ มีนัยยะอะไรหรือไม่ ถือเป็นการคอรัปชั่นเชิงนโยบายหรือไม่ ในเมื่อรัฐมนตรีคุมปลัดกระทรวง ปลัดกระทรวงคุมอธิบดี อธิบดีคุมผู้อำนวยการศูนย์ฯ จึงต้องเพิ่มอัตราตำแหน่งเพื่อเรียกรับเงินใต้โต๊ะในการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารกระทรวงหรือไม่ หรือเป็นการขยายอาณาจักรของกระทรวง ทั้งที่การปฏิรูปราชการควรลดอำนาจส่วนกลางลง แล้วไปกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นจัดการดูแลกันเอง ซึ่งหากเป็นอย่างนี้หน่วยงานส่วนกลางจะไปควบคุมและขอเงินทอนได้ยาก ทั้งนี้ ยอมรับว่าการมีศูนย์เป็นเรื่องดี แต่ไม่ควรมีระบบกลไกอย่างนี้ ขณะเดียวกันคิดว่าปัญหาทุจริตที่เกิดขึ้นกับศูนย์ทั่วประเทศ คนที่เป็นอธิบดีซึ่งเป็นใหญ่ในกรม รู้ทุกเรื่องทั้งการตั้งคนตั้งงบ ก็ต้องรู้ว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นเช่นกัน

