ศูนย์วิจัยนวัตกรรม ม.หาดใหญ่ ”เผย” ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคภาคครัวเรือน 14 จังหวัดภาคใต้ “ลด” รายจ่ายท่องเที่ยว ”วูบ”
ผศ.ดร.วิวัฒน์ จันทร์กิ่งทอง ผู้จัดการศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคภาคครัวเรือนในพื้นที่ 14 ภาคใต้ 420 คน ในเดือน มี.ค.พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมปรับตัวลดลงเล็กน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับเดือน ก.พ. 59 โดยดัชนีความเชื่อมั่นทุกตัวปรับลดลงเพียงเล็กน้อย ยกเว้นดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายจ่ายด้านการท่องเที่ยว มีการปรับตัวลดลงจากเดือน ก.พ.อย่างชัดเจน เนื่องจากเดือนมี.ค. ไม่มีเทศกาลที่ส่งเสริมให้คนออกมาท่องเที่ยว
“ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงจาก รายได้จากการทำงาน โอกาสในการหางานทำ รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้า และรายจ่ายด้านอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากผู้บริโภคยังมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจภาคใต้ ราคายางพารา และราคาพืชผลทางการเกษตรที่ยังไม่มีความแน่นอน ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงระมัดระวังในเรื่องของการใช้จ่ายเงิน โดยเฉพาะในสิ่งที่ไม่จำเป็นในครัวเรือน”
ผศ.ดร.วิวัฒน์เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวม และรายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค-บริโภคที่จำเป็นในครัวเรือนปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากราคายางพาราที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นติดต่อกันอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือน ม.ค. ราคาน้ำยางสดอยู่ที่ 50.50 บาท มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางของรัฐบาล และมาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ
ผศ.ดร.วิวัฒน์เปิดเผยว่า คาดการณ์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า ประชาชนเชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจโดยรวมและรายได้จากการทำงานคงที่ไม่เปลี่ยนแปลงร้อยละ 68.3 และ 61.3 มีร้อยละ 18.8 และ 21.2 ที่คาดการณ์ว่าภาวะเศรษฐกิจโดยรวม และรายได้จากการทำงาน ในอีก 3 เดือนข้างหน้าจะปรับเพิ่มสูงขึ้น
“ความเชื่อมั่นต่อรายจ่ายส่วนใหญ่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะด้านรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับด้านอสังหาริมทรพัย์ ร้อยละ 28.2 และรายจ่ายด้านการท่องเที่ยวร้อยละ 26.1 มาจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่อนุมัติออกมา เมื่อวันที่ 22 มี.ค.59 ได้แก่โครงการบ้านประชารัฐ การนำใบเสร็จการท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์มาใช้ลดหย่อนภาษี การแจกโบนัสข้าราชการ และแจกเงินผู้มีรายได้น้อย”
ผศ.ดร.วิวัฒน์เปิดเผยว่า ปัจจัยที่ประชาชนส่วนใหญ่มองว่ามีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันมากที่สุดคือ การว่างงานร้อยละ 17.7 หนี้สินครัวเรือนร้อยละ 17.5 ค่าครองชีพ ร้อยละ 16.7 และค่าจ้างแรงงาน ร้อยละ 11.6 ปัญหาเร่งด่วนที่รัฐบาลควรให้ความช่วยเหลือเป็นอันดับแรกคือ การว่างงาน เศรษฐกิจทั่วไป ค่าครองชีพ และหนี้สินครัวเรือน

