“ออเจ้า” ทั้งหลาย มาดูการ “อยู่ไฟ” ของสตรีหลังคลอดบุตรกันเถิด

11.04.18 | 15:12 น.

ในทางการแพทย์แผนไทยเชื่อว่า หญิงที่คลอดบุตรจะอยู่ในภาวะที่สูญเสียสมดุลของธาตุ โดยเฉพาะการที่ปิตตะ (ธาตุไฟ) อ่อนแรงลงเนื่องจากเสมหะ (ธาตุดิน-น้ำ) และวาตะ (ธาตุลม) กำเริบ ทำให้ส่งผลต่อสุขภาพของแม่หลังคลอด ทั้งในด้านร่างกาย เช่น ปวดเมื่อยตัว มดลูกหย่อน หนาวง่าย (มีอาการหนาวใน) และในด้านจิตใจ เช่น ซึมเศร้า หดหู่ หงุดหงิดง่าย เบื่อสามี ดังนั้น สมัยก่อน (และปัจจุบัน)จึงมีวิธีการดูแลสตรีหลังคลอดบุตร ฟื้นฟูแม่หลังคลอดให้แข็งแรงด้วยวิธีการที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ แต่ก็มีความคล้ายคลึงกัน ได้แก่ การอยู่ไฟหลังคลอด นั่งถ่าน ทับหม้อเกลือ การประคบ การอบ อาบยาสมุนไพร เข้าตะเกียบ นวดปรับมดลูก ดื่มและการใช้ยาสมุนไพร เหล่านี้เป็นศาสตร์การผดุงครรภ์ที่มุ่งเน้นฟื้นฟูกลไกของธาตุและสรีระของแม่ให้เป็นปกติ

อยู่ไฟหลังคลอด
โบราณ มีธรรมเนียนปฏิบัติที่สืบต่อกันมาคือการอยู่ไฟหลังคลอด พื้นบ้านเรียกอยู่กรรม(เรียกแบบอีสาน) หลักๆก็เป็นการเติมไฟธาตุ และปรับร่างกายแม่ให้คืนสู่ความสมดุล ช่วยให้แผลฝีเย็บและมดลูกกลับสู่สภาวะปกติ และคลายปวดเมื่อยกล้ามเนื้อที่แบกรับการตั้งท้องมานาน 9 เดือน
การอยู่ไฟสมัยโบราณมีหลายแบบ ได้แก่ “กระดานไฟ” นอนบนกระดานแผ่นเดียวเพื่อให้แม่หนีบขาไว้แผลสมานง่ายขึ้น และวางกองไฟไว้ด้านข้าง ผิงไฟเพื่อช่วยให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น เลือดลมไหลเวียนดีขึ้น อีกแบบนิยมทำเช่นกัน คือ “นอนแคร่” โดยเอากองไฟสุมใต้กระดานหรือแคร่ แล้วแม่นอนด้านบน การอยู่ไฟนั้นจะมีสามีหรือคนในบ้านช่วยจัดเตรียมให้ เพราะแม่ต้องอยู่ไฟนาน 7-15 วัน และห้ามออกจากเรือนไฟโดยเด็ดขาด (เพราะร่างกายอาจจะปรับอุณหภูมิไม่ทันและป่วยได้) นอกจากนี้ ก็มีการนวดและประคบด้วย เพื่อคลายกล้ามเนื้ออาการปวดเมื่อยของแม่หลังคลอด กินน้ำอุ่น อาบน้ำร้อน ห้ามรับประทานของเย็น พืชที่มีฤทธิ์เย็นและงดอาหารแสลง หลักๆให้รับประทานข้าวกับเกลือและปลาเค็ม (เพื่อทดแทนเกลือที่ร่างกายเสียไประหว่างอยู่ไฟ)
ในยุคสมัยหลังมา เริ่มมีกิจกรรมที่เพิ่มมากขึ้น เช่น การทับหม้อเกลือ การอบเข้ากระโจม พันผ้าหน้าท้อง อาบน้ำสมุนไพรเพื่อช่วยลดกลิ่นคาว ทำความสะอาดและสมานผิว และการู่ไฟนั้นจะแบ่งระยะเวลาที่ควรทำการอยู่ไฟคือ คลอดธรรมชาติ สามารถทำกิจกรรมหลังจากคลอดแล้ว 7 วัน และ การผ่าคลอด จะทำกิจกรรมได้หลังจากคลอดแล้วอย่างน้อย 1 เดือน และความต่อเนื่องในการทำกิจกรรมคือ 5-7วัน โดยส่วนใหญ่จะมีให้บริการตามโรงพยาบาลทั่วไปแล้วในปัจจุบัน

สำหรับตำรับยาบำรุงหลังคลอด ที่นิยมใช้ ได้แก่
• ยารมด้วยหญ้าหียุ่ม นำหญ้าหียุ่มต้มในหม้อ ให้แม่หลังคลอดนั่งเหนือหม้อ ไอจะทำให้ช่องคลอดกระชับได้ดังวัยสาวพร้อมกับต้มเอาให้อาบและดื่มด้วย
• แก่นข้าวหลามดง ต้มกิน บำรุงแม่หลังคลอด บำรุงน้ำนม
• ขมิ้นชัน หรือกูยิของพี่น้องมุสลิม จะให้สตรีหลังคลอดทุกคนรับประทาน เมื่อคลอดหมอตำแยจะนำขมิ้นที่เตรียมไว้แล้วให้รับประทานทันที และรับประทานตลอดระยะเวลา 40 วัน โดยตำขมิ้นให้ละเอียดแล้วผสมน้ำเล็กน้อย ให้ดื่มทุกวัน บางรายอาจมีการดื่มสมุนไพร เช่น ใบข่อย เปลือกต้นหมี่ รากต้นนมแมว หรืออาจนำสมุนไพรตัวอื่นมาผสม แต่ไม่ควรใช้สมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อนเกินไป เพราะจะทำให้บางคนตาพร่ามัวและน้ำนมแห้ง การผสมสมุนไพรที่มีรสร้อนควรใช้เมื่อเลือดหลังคลอดหมด หรือหลังคลอด 40 วันไปแล้ว
• ยาบำรุงสตรีหลังคลอด รากนมแมว 2-3 นิ้ว ต่อน้ำ 1 ลิตร เอามาต้มให้เดือด นำมาดื่มอุ่นๆ แทนน้ำวันละ 3-4 ครั้ง
• กำชับหน้าท้องบำรุงสตรีหลังคลอด เหง้าว่านหอม ล้างให้สะอาด ต้มให้น้ำเหลือครึ่งหนึ่ง ดื่มอุ่นๆ เริ่มกินหลังคลอดสัก 3-4 วัน กินติดต่อกันประมาณ 1 สัปดาห์
• ตำรับยาบำรุงน้ำนม แผนไทยจะมีการตรวจน้ำนมก่อน โดยเอาน้ำใส่ขันหยดน้ำนมลงดู น้ำนมสีขาวสะอาดจมเป็นก้อนหรือเป็นสายลงไปไม่แตกกระจาย จัดว่าดีชั้นเอก แต่ถ้าข้นจมลงไปกระจายข้าง จัดเป็นดีชั้นโท ข้นถึงก้นขัน จากลักษณะนี้คือ มีรสเปรี้ยว ขม ฝาด จืด จาง และมีกลิ่นคาวจัดว่าไม่ดีทำให้เด็กที่ดื่มนมผอมแห้ง พุงโร ก้นปอด และขี้โรค จะเอายานี้ให้มารดารับประทานคือ เอาโกฐทั้งห้า เปลือกพิกุล แห้วหมู รากเสนียด โคกกระออม เอาสิ่งละพอควร ต้มรับประทาน
• สมุนไพรบำรุงน้ำนม เช่น แก่นแคฝอยต้มกิน รากสามสิบเชื่อมกิน ต้มกินหรือกินสด แก่นมะเดื่อป่อง มะเดื่อดินทั้งห้า ต้มกิน กิ่งมะขามกิ่งต้มกิน แก่นหรือรากมะขามเครือต้มกิน น้ำนมราชสีห์ต้มกิน ใบโหระพากับน้ำนมราชสีห์ต้มกิน ใบกุยช่าย เอามาทำกับข้าวกิน
• อาหารบำรุงน้ำนม เช่น แกงเลียง ยอดขนุน หัวปลีต้ม ไก่บ้านผักขิง เป็นต้น