เมื่อวันที่ 14 เมษายน นายมนัส โกศล ประธานสภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย และโฆษกกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) เงินทดแทนฉบับ พ.ศ…กล่าวว่า หลังจากมีการขับเคลื่อนสิทธิประโยชน์ให้แก่ลูกจ้างส่วนราชการที่ไม่เคยได้รับสิทธิประโยชน์แม้จะประสบอุบัติเหตุ หรือเจ็บป่วยจากการทำงาน ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมา กระทรวงแรงงาน ได้นำร่างพ.ร.บ.เงินทดแทนฉบับ พ.ศ. ..เข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ซึ่งประชุมไปแล้ว 3 ครั้ง โดยหากผ่านขั้นตอนทางกฎหมายแล้ว จะทำให้ลูกจ้างส่วนราชการ ซึ่งเป็นประเภทสัญญาจ้างรายปี หรือจ้างเหมาทั้งหมดกว่า 1 ล้านคน ได้รับเงินทดแทนจากการเจ็บป่วยหรือประสบอุบัติเหตุจากการทำงานประมาณเดือนตุลาคม 2561 นี้ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทย
นายมนัส กล่าวอีกว่า เดิมทีลูกจ้างเหล่านี้เจ็บป่วยหรือประสบอุบัติเหตุจากการทำงานจะไม่ได้รับการช่วยเหลือใดๆ จากกองทุนเงินทดแทน เพราะกองทุนดังกล่าวให้สิทธิเฉพาะลูกจ้างส่วนเอกชน ทำให้ลูกจ้างส่วนราชการ แม้จะเป็นสายวิชาชีพ ทั้งพยาบาล พนักงานดับเพลิง ต้องไปใช้สิทธิประกันสังคมแทน โดยต้องปิดตาข้างหนึ่ง เช่น พนักงานดับเพลิง ได้รับบาดเจ็บ ไฟลวกก็ต้องไปรักษาพยาบาลสิทธิประกันสังคมและบอกว่าบาดเจ็บจากนอกงาน ไม่ใช่ระหว่างเวลางาน เพราะหากเราไปบอกว่าบาดเจ็บระหว่างปฏิบัติงาน ก็จะไม่มีกองทุนใดที่จะจ่ายค่ารักษาพยาบาลตรงนี้ได้เลย
“กฎหมายตัวนี้จะช่วยให้พวกเขาได้รับสิทธิ ขณะเดียวกันลูกจ้างเอกชนอีก 11 ล้านคนก็ได้สิทธิเพิ่มด้วย เพราะกฎหมายเงินทดแทนเดิม หากเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุระหว่างทำงาน จะได้เงินทดแทนหยุดงานอัตราร้อยละ 60 ของเงินเดือน แต่ร่างพ.ร.บ.ใหม่เพิ่มเป็นอัตราร้อยละ 70 ของเงินเดือน ที่สำคัญยังเพิ่มวันหยุด จากเดิมจะเบิกเงินทดแทนการหยุดงานได้ต้องมีใบสั่งแพทย์ให้หยุดงานตั้งแต่ 3 วันขึ้นไป แต่ร่างฯใหม่ให้หยุดเพียง 1 วันก็จะสามารถยื่นขอเงินทดแทนได้แล้ว นอกจากนี้ยังได้สิทธิทุพพลภาพถาวร กฎหมายเดิมให้เบิกเงินทดแทนได้ร้อยละ 60 เป็นเวลา 15 ปี แต่ร่างกฎหมายใหม่ให้เบิกได้มากกว่า 15 ปีขึ้นไป เพียงแต่ยังไม่ได้ระบุจำนวนวัน” นายมนัส กล่าว
นายมนัส กล่าวอีกว่า แม้ร่างพ.ร.บ.เงินทดแทนฯ ที่จะออกมาในเดือนตุลาคมนี้จะให้สิทธิประโยชน์กับลูกจ้างส่วนราชการเป็นครั้งแรกก็ตาม แต่ก็ยังต้องขับเคลื่อนอีกเรื่องควบคู่กันไป ไม่เช่นนั้นก็ไม่สามารถสร้างความเป็นธรรมให้แก่ลูกจ้างส่วนราชการอย่างแท้จริง โดยสิ่งสำคัญคือ ต้องไม่มีการจ้างงาน เอาท์ซอร์ซ( Outsource) มาทำในสถานประกอบการ เพราะตราบใดสภาพการจ้างงาน ยังไม่ปฏิรูป โอกาสปฏิรูปประเทศย่อมไม่ได้ ยกตัวอย่าง ลูกจ้างส่วนราชการ ทั้งลูกจ้างชั่วคราว ลูกจ้างเหมา ถ้าเทียบเท่ากับแรงงานต่างด้าว ยังสู้ต่างด้าวไม่ได้เลย เพราะแรงงานต่างด้าว เมื่อเปลี่ยนนายจ้างครบ 120 วัน ยังได้ค่าชดเชย แต่ลูกจ้างส่วนราชการแบบเหมาปีต่อปี อยู่ไปจนถึงอายุ 60 ปี กลับไม่ได้อะไรเลย ค่าชดเชยอะไรก็ไม่ได้ ดังนั้น ตนมองว่า จะปฏิรูปอะไรก็ต้องให้เท่าเทียมกันก่อน ถือเป็นเรื่องพื้นฐานเลยก็ว่าได้ โดยจะต้องมีมาตรฐานของการจ้างงาน
ประธานสภาองค์การลูกจ้างฯ กล่าวอีกว่า หากจะมีการจ้างงานแบบ เอาท์ซอร์ซ( Outsource) หรือการจ้างบริษัทภายนอกมาช่วยทำงานให้นั้น ต้องไม่จ้างให้มาทำภายในโรงงาน เพราะจะเกิดการเปรียบเทียบ เช่นลูกจ้าง 500 คน แต่เป็นลูกจ้างเอาท์ซอร์ซ 1,000 กว่าคน ซึ่งมากกว่าลูกจ้างประจำ โดยลูกจ้างแบบเอาท์ซอร์ซ จะได้รับสิทธิสวัสดิการที่แตกต่างกัน ลักษณะที่เรามองคือ อนาคตข้างหน้ามาตรฐานการจ้างงานก็ต้องให้เท่าเทียม อย่างที่เห็นเด่นชัดเลย ในกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) น่าหดหู่มาก เพราะพยาบาลที่อยู่ตามโรงพยาบาลต่างๆ เป็นพยาบาลที่มาจากโครงการมหาวิทยาลัย เป็นสัญญาจ้างระหว่างโรงพยาบาลกับมหาวิทยาลัย เราไปเจอน้องๆพยาบาล มาเล่าให้ฟังว่า กว่าจะได้รับรายได้ที่เพียงพอก็ต้องแทนเวร คืออยู่ยาว และหากกรณีไม่มีการต่อสัญญา พวกเขาก็จะไม่ได้รับค่าชดเชยเลย แม้แต่ครู อาจารย์ก็ได้รับผลกระทบ ที่เป็นพนักงานราชการ สิทธิต่างๆก็ลดทอนลงไป มีประกันสังคม มีประกันชีวิตหมู่ ซึ่งจะได้รับสิทธิต้องตายอย่างเดียว ไม่น่าเชื่อว่าสายวิชาชีพยังเจอปัญหาแบบนี้ อย่างป่าไม้เรื่องเสือดำ ก็มีข้าราชการแค่ 2 คน นอกนั้นลูกจ้าง เทศกิจก็สัญญาจ้างปีต่อปี ครูอาจารย์ พนักงานดับเพลิงก็เป็นสัญญาจ้างเช่นกัน ส่วนพยาบาลเป็นสัญญาจ้างสูงประมาณประมาณ117,000 คน

