“สราวุธ เบญจกุล” เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ผู้ที่รับหน้าที่ชี้แจงเเถลงประเด็นร้อนที่เกิดขึ้นกับศาลยุติธรรมทุกเรื่อง ชั่วโมงนี้น้อยคนจะไม่รู้จัก
สํานักงานศาลยุติธรรมมีอำนาจหน้าทางธุรการทุกอย่าง และสนับสนุนการพิจารณาพิพากษาคดีเปรียบเสมือน “แม่บ้าน” ของศาลยุติธรรมนั่นเอง
วันนี้มติชนมีโอกาส เปิดประตูห้องทำงาน นั่งคุยกับ “สราวุธ” ถึงหลักการทำงาน การใช้ชีวิต การดูเเลสุขภาพของนักบริหารวัย 53 ปีผู้นี้
“ตั้งแต่ผมมารับตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ตำเเหน่งๆต่างที่ผมนั่งอยู่ไม่ได้เพิ่มขึ้นจะใกล้เคียงกับเดิมในสมัยผมเป็นรองเลขาธิการฯ ซึ่งตอนนั้นก็เป็น กรรมการอยู่เยอะ เเต่พอรับตำแหน่งเลขาฯ งานบางส่วน ผมก็ต้องลดลงเพื่อให้ทุ่มเทให้กับงานภายในมากขึ้น ผมก็ลดการเป็นกรรมการต่างๆลง เเต่การประชุมก็เยอะเหมือนเดิมอย่างต่ำนี่ 3ถึง 4ชุดทุกวัน ซึ่งบางครั้งก็ประชุมตรงกันบ้าง ทีมงานหน้าห้องจะมีส่วนสำคัญในการจัดคิวช่วยในการบริหารเวลามาก” สราวุธ เล่าถึงตอนเข้ารับตำเเหน่ง
พร้อมแจกแจงถึงการจัดคิวงานที่รัดตัวตามบทบาทหน้าที่ ว่า บางครั้งคิวประชุมก็ตรงกันซึ่งในการส่วนที่เราเป็นประธานเราสามารถกำหนดวันเวลาประชุมได้ แต่ชุดไหนที่เราเป็นกรรมการไม่สามารถกำหนดได้เอง เราก็ต้องไปบริหารจัดการในการจัดเวลาลงให้ดี ไม่ให้ซ้ำซ้อนกัน แต่บางครั้งเมื่อซ้ำซ้อนกันต้องตัดสินใจเลือกว่าเราต้องไปเข้าชุดไหนที่มีความสำคัญความจำเป็น วาระที่เราสามารถให้ความเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการประชุมได้

“ผมเป็นคนตื่นเช้าเเละมาทำงานเช้ามาก ทุกสัปดาห์จะมีการวีดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ไปยังศาลทั่วประเทศ เจ้าหน้าที่ผู้ร่วมงานในตอนแรกก็อาจจะไม่ชิน เเต่วันนี้เขาก็คุ้นเคยกับสไตล์การทำงานของผม คือผมจะตามงานแล้วก็จะสอบถามความคืบหน้าตลอด ทุกคนก็ต้องปรับตัว เมื่อปรับตัวแล้วผมก็ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของการที่มาประชุมร่วมกัน และจะปรับปรุงงานยังไง ให้มีระบบมากขึ้น ผมเปลี่ยนหลายเรื่อง เช่น สมุดโทรศัพท์เดิมเป็นเล่มๆ เดี๋ยวนี้ก็ใช้ระบบคีย์โฟน การสื่อสารภายในองค์กรผมมี Official LINE มีสมาชิก 17,000 กว่าคนทั่วประเทศ เวลาส่งข้อมูลข่าวสารภายในก็สามารถส่งได้พร้อมกันได้ทีเดียว สมัยก่อนหน้าผมไม่ค่อยมีการใช้ระบบคอนเฟอร์เรนซ์ ผมเนี่ยทำสตรีมมิ่ง 270กว่าศาลทั่วประเทศประชุมพร้อมกัน ผมสามารถให้ข้อมูลแลกเปลี่ยนความเห็นกับคนในองค์กรศาลพร้อมๆกัน” สราวุธ เล่าถึงวิธีการทำงานเมื่อสวมบทเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กับการทำงานในยุคดิจิตอล
“การทำงานผมจะนัดประชุมก่อนเวลาทำงาน จะไม่ให้กระทบกับเวลาทำงาน ผมจะเตรียมทีมงานผมก่อน เวลาประชุมจริงผมจะใช้เวลาไม่นาน ผมจะตรงประเด็นให้สั้นกระชับ การประชุมผมพยายามจัดนอกเวลางานให้ทุกคนมีส่วนร่วมเช่น เช้าก่อน 8.30น. หรือไม่ก็ช่วงกลางวันหรือช่วงเย็นหลังเลิกงาน 1.ไม่กระทบต่อเวลาทำงาน 2.ทุกคนที่สนใจก็สามารถเข้ามาได้ เเละถ้าได้รับอนุญาตจากวิทยากรก็จะทำเฟซบุ๊กไลฟ์ถ่ายทอดสดสามารถดูย้อนหลังได้ด้วย การเปิดกว้างแนวคิดนี้จะทำให้บุคลากรมีความรู้ ทันสมัยเพิ่มศักยภาพได้ ณ วันนี้ ผมเชิญวิทยากรคนสำคัญมาจากต่างประเทศ ให้ความรู้กับเราผ่านระบบคอนเฟอร์เรนซ์ แล้วสตรีมมิ่งทั่วประเทศได้เลย”
“ผมเคยเชิญ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร(อดีตรองนายกรัฐมนตรี) มาให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องเศรษฐศาสตร์มิติด้านเศรษฐศาสตร์กับศาลยุติธรรมเพื่อเปิดโลกทัศน์เรา ในมุมมองระหว่างกฎหมายกับเศรษฐศาสตร์ว่ามีอะไรบ้าง เพราะเราอยู่ในศาลไม่ใช่รู้เฉพาะกฎหมายต้องรู้ในมิติอื่นด้วย ซึ่งที่ผ่านมา 6 เดือนก็มีผลตอบรับกลับมาดี มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด เราสามารถประหยัดงบประมาณได้เยอะ ไม่ต้องออกไปนอกพื้นที่เสียค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เสียค่าที่พัก เสียเวลา”
สราวุธ ยอมรับงาน ภายใต้การบริหารของเขา ทุกคนทำงานหนักเเละตื่นเช้าแต่ยังไม่ได้ยินเสียงบ่น
“ไม่มีใครบ่นนะ ไม่ทราบว่าไม่กล้าบ่นหรือยังไง เพราะว่าผมไม่ได้สั่งคนอื่นทำแล้วก็ตัวเองไม่ทำ ผมร่วมทำด้วยกัน เอาจริงๆผมมาเช้ากว่าเขาด้วยซ้ำ ผมว่ามันทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงและกระตือรือร้นมากขึ้น ก็อาจจะมีส่วนน้อยไม่ชอบก็คงจะมีบ้าง แต่ยังไม่มีฟีดแบคตรงนั้น” สราวุธ เล่าด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
ก่อนย้ำว่า ปัจจัยที่ทำให้ทำงานได้อย่างมีคุณภาพ คือ “ความรักในงาน ทุกเช้าที่ผมตื่นขึ้นผมรักในสิ่งที่ทำผมตั้งใจทำ ผมพยายามบอกทุกคนในองค์กร ว่าถ้าคุณรักในสิ่งที่คุณทำจะทำได้ดี ถ้าคุณไม่ชอบก็ทำมันออกมาไม่ดี งานก็เหมือนชีวิตจิตใจ ถ้าทุ่มเทผลออกมามันก็จะทำได้ดี “
“การจะปรับเปลี่ยนให้องค์กรดี ทัศนคติคนเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าทัศนคติเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นปรับปรุงแก้ไข องค์กรจะดี นี่เป็นปัจจัยเเรกที่จะสัมฤทธิ์ผล ผมจะไม่ได้ถามว่าคุณทำเสร็จหรือยัง แต่ผมจะถามว่าผลที่ได้รับคืออะไร ผลสัมฤทธิ์ได้เรียบร้อยตามที่ต้องการไหม”

เปลี่ยนจากโหมด “งาน” เข้าสู่โหมดหลังเลิกงาน “สราวุธ” บอกว่า งานของเขาทำให้อาจมีเวลาน้อย
“ก็พยายามแบ่งเวลา หรือช่วงที่เป็นวันหยุดยาวๆก็จะมีเวลาให้ครอบครัวบ้าง เเต่ส่วนมากถ้าอยู่ในประเทศไทยก็แทบจะไม่มีวันหยุด วันเสาร์ อาทิตย์ ก็มีตารางงานหมด ผมตื่นตี4 ภารกิจแรกคือออกกำลังกาย วันละ 45 นาที ขี่จักรยานกับเครื่องออกกำลังกายที่บ้าน เเต่งตัวมาถึงที่ทำงานประมาณ 05.15น. มาถึงคนเเรกเปิดประตูเองทุกวัน ผมทำมาเป็น 20 กว่าปีแล้ว ไม่ใช่เพิ่งทำ ทำมาตั้งแต่ก่อนขึ้นมาเป็นเลขาศาลยุติธรรมตั้งแต่เริ่มทำงาน ผมก็ทำอย่างนี้อยู่ตลอด งานเสร็จกี่โมงก็ค่อยกลับบ้าน ส่วนมากแทบไม่ค่อยได้ทานข้าวที่บ้าน เลยเพราะออกตั้งแต่เช้ากลับบ้านก็ค่ำแล้ว เเต่ภรรยาก็จะดูในเรื่องอาหารการกิน ความเรียบร้อยในบ้าน”
“ผมมีลูกชาย1คน เรียนจบนิติศาสตร์ตอนนี้เป็นตำรวจยศ ร้อยตำรวจโท ส่วนลูกสาวคนเล็ก 1 คนเรียนปี 2 สาขารัฐศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่ ม.ธรรมศาสตร์พร้อมกับเรียนกฎหมายควบคู่ไปด้วย เราในฐานะพ่อคนก็พยายามสอนให้เขามีความรับผิดชอบมีระเบียบวินัย มีความอดทน คนเราทุกคนถ้าอยากสบายในอนาคตต้องอดทนต่อความลำบาก ความเหน็ดเหนื่อย แล้วก็มีจิตสำนึกที่ดีในการที่จะมีความรับผิดชอบเป็นเรื่องสำคัญ”
ท่านสราวุธ บอกเล่าถึงบทบาท “พ่อ” ว่า แม้ลูกๆจะเรียนจบด้านกฎหมายแต่ผู้เป็นพ่อก็ไม่ได้กำหนดว่าต้องเดินในสาย ตุลาการ เป็นผู้พิพากษาตามรอย
“เราไม่เคยสนับสนุนว่าต้องมาสายนี้ ลูกทุกคนสามารถเลือกอนาคตตัวเองได้ ไม่เคยบังคับที่จะให้เรียน ที่เขาไปเรียนกฎหมายเขาก็เลือกเรียนเอง เราเเค่ถามว่าต้องการทำอะไรแล้วต้องการทำอาชีพอะไรต้องการเป็นอะไร แต่ว่าไม่เคยไปบอกว่าลูกจะต้องเรียนกฎหมาย ซึ่งภรรยาผมก็จบกฎหมาย ทำงานด้านกฎหมายเหมือนกัน อย่างลูกชายก็ไม่เคยสอบ ผู้พิพากษา ผมไม่เคยบังคับเขา เขาต้องเลือกอนาคตเขาเอง ต้องตัดสินใจเอง”
เมื่อคุยถึงกิจกรรมยามว่า ท่านสราวุธ เล่าว่า เป็นคนชอบปลูกต้นไม้ ทำสวน ขุดดิน ปลูกเอง ต้นไม้ที่บ้านปลูกตั้งเเต่เล็กจนใหญ่
“ส่วนเรื่องไปดูหนัง เที่ยวห้าง ยอมรับว่าแทบจะไม่เคยไปมาหลายสิบปีเเล้ว ไม่ค่อยมีเวลา เเต่ที่บ้านเขาก็ไม่ว่านะ เขาชินแล้ว ทั้งภรรยาและลูกเขาเข้าใจว่าเรามีภารกิจยุ่งจริงๆ ตั้งแต่สมัยปี43ที่ผมอยู่กระทรวงฯผมทำงานแบบนี้เหมือนกัน กลับบ้านก็เกือบเที่ยงคืนตี1ตี2ทุกวัน”

แม้ใช้เวลาส่วนใหญ่ชีวิตไปกับการทำงาน แต่ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมบอกว่า การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ
“ผมก็ไม่เคยป่วยหนัก ก็ป่วยเเบบปกติ เคล็ดลับคือการออกกำลังกาย เรื่องอาหาร การพักผ่อนที่เพียงพอ และเรื่องอารมณ์เราต้องควบคุมอารมณ์อย่าไปเครียดมาก ผมทำสวนก็คลายเครียดได้ หรือการพักผ่อนเเละท่องเที่ยวกับครอบครัวช่วงหยุดยาว”
“บางครั้งครอบครัวก็จะขอให้ชวนกันไปเที่ยวต่างประเทศ ตรงนี้ถือว่าได้พักจริงๆ เรา ชอบไปประเทศที่เป็นธรรมชาติ แปลกๆที่คนอื่นไม่ชอบไปกัน อย่างเช่น แคชเมียร์ อินเดีย แอฟริกาใต้ จอร์เเดน ไปประเทศที่มันไม่ได้มีสิ่งอำนวยความสะดวกมาก หรือที่มีเทคโนโลยีสูงๆ เราเน้นธรรมชาติ สิ่งนี้จะช่วยให้เราคลายเครียด เราจะได้เห็นความแตกต่าง อย่างที่เขาบอกว่าคนเรานอกจากอ่านหนังสือแล้วต้องไปดูโลกภายนอกด้วย ฝรั่งเขาบอกว่า Read a book and see the world แปลว่าการท่องเที่ยวและการเดินทางเนี่ยก็จะทำให้เราเห็นความแตกต่าง และเอาความรู้เหล่านี้มาพัฒนา ถ้าเราช่างสังเกต ก็จะทำให้ความคิดเราก้าวหน้าแตกฉานจนนำมาปรับปรุงงานเราได้ การท่องเที่ยวไปหลายที่หากเราก็สังเกต ว่าทำไมเขาทำแบบนี้เเล้วนำมาใช้กับตัวเองจะดีบ้างไหม ตรงนี้นอกจากเป็นการคลายเครียด เรายังนำมาใช้กับงานได้อีกด้วย”
สราวุธ เบญจกุล ทิ้งท้ายบทสนทนา เล่าเรื่องการพักผ่อนท่องเที่ยวที่ยังเก็บเกี่ยวมาใช้ในการทำงานได้ด้วย


