เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 18 เมษายน ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษก นายพิทักษ์ อบสุวรรณ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา, นายพรชัย ชลวาณิชกุล และนายเจษฎา อรุณชัยภิรมย์ รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา เเละนายอธึก คล้ายสังข์ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 6 พร้อมด้วย นายธรัมพ์ ชาลีจันทร์, นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง และนายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ร่วมกันแถลงข่าวสำนวนคดีหวย 30 ล้านบาท
นายธรัมพ์ ชาลีจันทร์ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงการพิจารณาสำนวนคดีหวย 30 ล้านบาท ในส่วนของคดีที่นายปรีชา ใคร่ครวญ หรือครูปรีชา และนางรัตนาพร สุภาทิพย์ หรือเจ๊บ้าบิ่น ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา ในคดีแจ้งความเท็จว่า คดีนี้อัยการรับสำนวนมาจากพนักงานสอบสวนกองปราบปราม จากนั้นอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญาได้สั่งตั้งคณะทำงานพิจารณาสำนวน คณะทำงานพิจารณาแล้วเห็นว่านอกจากนายปรีชาและนางรัตนาพรนั้นได้ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้เเล้วยังตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีให้การสนับสนุน พล.ต.ต.สุทธิ พวงพิกุล อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี กระทำความผิดตามมาตรา 157 ทางคณะทำงาน เห็นว่าสองคดีดังกล่าวมีความเกี่ยวพันกันเมื่อพิจารณาเเล้วตามข้อกฎหมายสำนวนอยู่ในอำนาจของ ป.ป.ช. คณะทำงานอัยการจึงมีความเห็นให้คืนสำนวนการสอบสวนกลับไปให้กองปราบปรามดำเนินการทำสำนวนตามอำนาจหน้าที่ ซึ่งวันนี้ทางผู้ต้องหาได้มีหนังสือร้องขอให้ปล่อยตัวมาเเล้วเเละทางคณะทำงานอัยการได้ทำหนังสือถึงศาลอาญา ขอให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาตามกฎหมายไปแล้ว ซึ่งศาลได้มีคำสั่งอนุญาตไปเเล้ว ตามกฎหมายเพราะจะครบกําหนดฝากขัง 48 วัน ในวันที่ 18 เมษายน ซึ่งทางอัยการได้คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหาด้วย
รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ยังกล่าวถึงขั้นตอนหลังจากนี้ พนักงานสอบสวนกองปราบปรามรับสำนวนกลับไปและพิจารณา หากมีความเห็นสรุปสำนวนส่ง ป.ป.ช. ก็ไม่จำเป็นต้องควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองคนไปส่ง ป.ป.ช.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของนายปรีชาและเจ๊บ้าบิ่นยังคงต้องเดินทางมาที่ศาลอาญารัชดาฯ เพื่อรายงานตัวตามกำหนดนัดของศาลและรับทราบคำสั่งว่าพนักงานอัยการคืนสำนวนกลับไปให้กองปราบฯรับไปดำเนินการส่ง ป.ป.ช.ต่อไป
กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พ.ต.อ.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบก.ป. กล่าวว่า ทางกองปราบปรามได้รับสำนวนคืนมาจากอัยการเมื่อวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมาและได้ส่งสำนวนต่อไปให้ ป.ช.ช.พิจารณาชี้มูลความผิดแล้ว ส่วนกรณีที่อัยการระบุว่าคดีดังกล่าวจากพยานหลักฐานในสำนวนคดีแจ้งความเท็จและคดีประพฤติมิชอบของ พล.ต.ต.สุทธิ เป็นความผิดต่อเนื่องเกี่ยวพันกัน ก็เป็นมุมมองทางกฎหมายของอัยการที่อาจมีมุมมองต่างกัน แต่ยืนยันว่าการรวมสำนวนและส่งสำนวนคืนให้กองปราบปราม ไม่กระทบต่อคดี อีกทั้งยังมีความเห็นสอดคล้องกับอัยการด้วยว่าการรวมสำนวนกันนั้น เมื่อมีการพิพากษาว่าผู้ต้องหาผิดจริงผู้ต้องหาก็จะได้รับโทษหนักขึ้นกว่าสำนวนที่ส่งไปก่อนหน้านี้
พ.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวต่อว่า หลังจากนี้หาก ป.ป.ช.จะสอบสวนหรือต้องการพยานหลักฐานเพิ่มเติม ก็สามารถดำเนินการได้เลย เพราะมีอำนาจหน้าที่ครอบคลุมอยู่แล้ว ส่วนการที่ศาลมีคำสั่งให้ปล่อยตัวสองผู้ต้องหาแล้วหลายฝ่ายมีความกังวลว่าผู้ต้องหาจะไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐานทำให้คดีเสียหายยืนยันว่าไม่น่าจะมีปัญหาเพราะที่ผ่านมาผู้ต้องหาไม่มีพฤติการณ์แบบนี้แต่อย่างใด

