เรื่องที่น่ากลัวกว่าฉลามกัดนักท่องเที่ยว

19.04.18 | 15:02 น.

เมื่อไม่นานมานี้งค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ได้เปิดเผยรายงานล่าสุด เกี่ยวกับฉลามและปลากระเบนทั่วโลกว่าสถานภาพการอนุรักษ์ของสัตว์ ทะเลในกลุ่มนี้น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะราวหนึ่งในสี่ของฉลามและกลุ่มปลากระเบน 1,041 ชนิดทั่วโลกกำลังถูกคุกคามจนใกล้สูญพันธุ์

ความเชื่อที่ว่าฉลามจำนวนมากหมดไปจากทะเลไทยนานแล้วน่าจะมีส่วนจริง เพราะรายงานล่าสุด ของ IUCN ก็ระบุว่าประเทศไทยและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน นับเป็นสองบริเวณที่พบว่าประชากรฉลามและกระเบนหมดสิ้นไปอย่างรวดเร็วที่สุดในโลก

ภาพฉลามตายเกลื่อนอยู่ที่แพปลาภาพนี้ ทำให้เห็นปัญหาว่า การจับฉลามทั้งที่โดยตั้งใจหรือโดยไม่ตั้งใจ ในปริมาณมากมายขนาดนั้นย่อมจะส่งผลต่อประชากรในธรรมชาติไม่ช้าก็เร็ว

เพราะฉลามและกระเบนมีลักษณะแตกต่างจากปลาอื่นๆ โดยสิ้นเชิง ตรงที่พวกมันโตช้า และออกลูกทีละไม่กี่ตัว จะว่าไปลักษณะชีววิทยาของฉลามและกระเบนมีลักษณะคล้ายกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมใกล้สูญพันธุ์หลายชนิด คือมีอัตราการขยายพันธุ์ต่ำโดยธรรมชาติ เมื่อมีการถูกล่าและนำมาใช้ประโยชน์อย่างไม่มีการควบคุม ประชากรในธรรมชาติย่อมไม่อาจทดแทนตัวเองได้ทัน

ฉลามเปรียบไปก็เหมือนกับเสือในป่า ทำหน้าที่ควบคุมสมดุลของระบบนิเวศใต้ทะเล และเป็นตัวชี้วัดที่ดีที่สุดของความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ

Advertisement

การมีอยู่ของฉลามคือความภาคภูมิใจ และเป็นโอกาสในการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน อย่างมีจิตสำนึกในการเคารพเจ้าบ้าน

ทุกปีมีฉลามนับร้อยล้านตัวถูกฆ่าเพียงเพราะความต้องการหูฉลาม และการติดเครื่องมือประมง นั่นคิดเป็นวันละกว่า 2 แสนตัว หรือชั่วโมงละ 1 หมื่นตัว นาทีละ 200 ตัว หรือทุกๆครั้งที่เข็มวินาทีกระดิก มีฉลามถูกฆ่าตาย 3 ตัว!! ในขณะที่มีสถิติฉลามจู่โจมคนทั่วโลก ซึ่งส่วนมากเกิดจากความเข้าใจผิดปีละประมาณ 80 ครั้งเท่านั้น ส่วนมากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย

ภัยคุกคามหลักสำหรับฉลามและกลุ่มปลากระเบนจึงเป็นคือการจับที่มากเกินไป (overfishing) จนทำให้ประชากรฉลามหลายแห่งทั่วโลกอยู่ในสภาวะวิกฤติ หลายชนิดมีประชากรลดลงกว่า 90-95% ในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา

การเปิดให้มีการค้าขายฉลามซึ่งเป็นสัตว์ผู้ล่าสูงสุดของระบบนิเวศทางทะเลกันอย่างถูกกฎหมายและเปิดเผยโดยไม่มีการควบคุม เป็นเครื่องสะท้อนว่าการอนุรักษ์ทางทะเลยังล้าหลังทางบกอยู่มาก ทั้งในเรื่องของข้อมูล จิตสำนึก ค่านิยมและการศึกษาวิจัย

เพราะคงไม่มีใครรับได้อีกแล้วหากเดินไปที่ตลาดวันนี้และพบว่ามีคนนำซากเสือโคร่งมาขายกันอย่างเปิดเผย แต่ในกรณีของฉลามเรากลับยอมรับได้

เรายังมีความเชื่อว่าทะเลเป็นทรัพยากรส่วนกลาง ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ใครอยากใช้อะไรก็ใช้และใช้เท่าไหร่ไม่มีวันหมด แต่ความจริงไม่ใช่เช่นนั้นเรามีตัวอย่างมากมายของความล้มเหลวและการพังทลายของสมดุลระบบนิเวศจากการจับปลาที่มากเกินไป

ผลสรุปสุดท้ายก็คือการล่มสลายของกลุ่มชาวประมง กลุ่มชาวบ้านที่ต้องพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยว และสุดท้ายคือภาวะภดถอยด้านเศรษฐกิจ

เช่นเดียวกับนานาประเทศที่หันมาให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ฉลาม การมีอยู่ของฉลามในประเทศไทยจึงควรเป็นความหวังสำคัญในการฟื้นฟูทะเลไทย และระบบนิเวศทางทะเลให้กลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง